สารานุกรมไทย
สำหรับเยาวชน เมนู 17
เล่มที่ ๑๗
เรื่องที่ ๑ ช้างเผือก
เรื่องที่ ๒ ฉันทลักษณ์ไทย
เรื่องที่ ๓ ระบบนิเวศ และความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับสิ่งมีชีวิต
เรื่องที่ ๔ โรคตับอักเสบจากไวรัส
เรื่องที่ ๕ ของเสียที่เป็นอันตราย
เรื่องที่ ๖ การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์
เรื่องที่ ๗ ปอแก้วปอกระเจา
เรื่องที่ ๘ พืชเส้นใย
เรื่องที่ ๙ การปรับปรุงพันธุ์พืช
เรื่องที่ ๑๐ ข้าวสาลี
รายชื่อผู้เขียน

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๑๗ / เรื่องที่ ๑ ช้างเผือก / สารานุกรมไทยฉบับเยาวชน

สารานุกรมไทยฉบับเยาวชน
ช้างปัจจัยนาค หรือปัจจัยนาเคนทร์ ในเวสสันดรชาดก


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ช้างปัจจัยนาคเป็นลูกนางช้างอากาศจารินี (ช้างที่ท่องเที่ยวไปในอากาศ)นางช้างผู้เป็นมารดา ท่องเที่ยวมาถึงแคว้นสีพีได้นำลูกช้างเผือกขาวผ่องมาไว้ในโรงช้างต้น ของพระเจ้ากรุงสญชัยในวันเดียวกับที่พระเวสสันดรประสูติ แล้วนางช้างผู้เป็นมารดาก็จากไป ช้างปัจจัยนาคจึงเป็นช้างคู่บุญบารมีของพระเวสสันดรโดยแท้

แต่ทางราชการกำหนดศัพท์สำหรับเรียกชื่อช้างซึ่งมีลักษณะพิเศษ ตามพระราชบัญญัติรักษาช้างป่าพุทธศักราช ๒๔๖๔ ไว้ดังนี้

คำว่า "ช้างสำคัญ" ให้พึงเข้าใจว่าช้างที่มีมงคลลักษณะ ๗ ประการ คือ
๑. ตาขาว
๒. เพดานขาว
๓. เล็บขาว
๔. ขนขาว
๕. พื้นหนังขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่
๖. ขนหางขาว
๗. อัณฑโกสขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่


คำว่า "ช้างสีประหลาด" ให้พึงเข้าใจว่า ช้างที่มีมงคลลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดใน ๗ อย่างคือ
๑. ตาขาว
๒. เพดานขาว
๓. เล็บขาว
๔. ขนขาว
๕. พื้นหนังขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่
๖. ขนหางขาว
๗. อัณฑโกสขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่


คำว่า "ช้างเนียม" ให้พึงเข้าใจว่า ช้างมีลักษณะ ๓ ประการ คือ
๑. พื้นหนังดำ
๒. งามีลักษณะดังรูปปลีกล้วย
๓. เล็บดำ

มีความเชื่อกันมาแต่โบราณว่า ช้างเผือกเกิดขึ้นเพราะพระบารมีของพระมหากษัตริย์เป็นที่เชิดชูพระเกียรติยศ และพระบรมเดชานุภาพช้างเผือกจะเกิดขึ้นในรัชกาลใดถือกันว่าพระมหากษัตริย์พระองค์นั้นมีพระบารมีสูงส่ง จะได้รับการยกย่องเลื่องลือในพระราชอำนาจ และพระเกียรติยศแผ่ไปยังนานาประเทศ ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารสมัยกรุงศรีอยุธยาว่า ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ทรงได้ช้างเผือก ๗ เผือก ได้รับการถวายพระนามว่า พระเจ้าช้างเผือก เป็นต้น

ช้างเผือกเป็นของหายากและเป็นมงคลสำหรับบ้านเมือง ดังนั้นในพระราชบัญญัติรักษาช้างป่าพุทธศักราช ๒๔๖๔ จึงกำหนดไว้ว่า

บรรดาช้างชนิดที่กล่าวมาแล้วนี้ต้องเป็นและคงเป็นสมบัติของแผ่นดินเสมอ การที่จะโอนกรรมสิทธิ์แก่กันโดยวิธีซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ปัน หรือโดยวิธีอื่นอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดีนับว่าไม่ถูกต้องทั้งสิ้น ผู้ที่ยึดถือช้างเช่นนั้นไว้ต้องมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ในเมื่อเจ้าหน้าที่บอกให้นำส่งและเจ้าหน้าที่มีอำนาจจะเข้ายึดเอาตัวช้างได้แม้โดยอำนาจ หากผู้ที่รักษาช้างอยู่นั้นบิดพลิ้วไม่ยอมมอบตัวให้" และได้กำหนดบทลงโทษไว้

ตำราคชศาสตร์ คือ ตำราว่าด้วยช้างเผือกมี ๒ ตำรา คือ
๑.คชลักษณ์ กล่าวถึงรูปพรรณสันฐานของช้างต่าง ๆ ทั้งดีและชั่ว ถ้าได้ไว้จะให้คุณและโทษตามแต่ลักษณะช้าง
๒.คชกรรม คือ ตำรที่รวบรวมเวทมนตร์คาถา กระบวนการจับช้างรักษาช้างและบำบัดเสนียดจัญไรต่าง ๆ
ช้างที่พระเป็นเจ้าทั้ง ๔ องค์สร้างมีอะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ช้างที่พระเป็นเจ้าทั้ง ๔ องค์สร้างนั้นได้มีการแบ่งวรรณะเหมือนคนในประเทศอินเดีย ดังนี้
อิศวรพงศ์ คือ ช้างที่พระอิศวรสร้างเป็นวรรณะกษัตริย์ ลักษณะหนังเนื้อดำสนิทผิวพรรณละเอียดเกลี้ยง หน้าใหญ่ โขมดสูง น้ำเต้ากลม งวงเรียวแลดูเป็นต้น และปลายเงาทั้งสองใหญ่งอนขึ้นอยู่เสมอกัน ปากรีแหลมรูปเป็นพวยหอยสังข์ คอกลมเมื่อเดินยกเป็นสง่าหน้าสูงกว่าท้าย ทรวงอกผึ่งผายใหญ่กว้างแสดงกำลัง ท้ายเป็นสุกร หลังเป็นคันธนู ขนดท้องตามวงหลัง ขาหน้าทั้งสองอ่อนประหนึ่งแขนเท้า เท้าและข้อเท้าหน้าหน้าหลังเรียวรัดดังฝักบัวกลม หางเป็นข้อห่วง สนับงาแลเห็นเป็น ๒ ชั้น ขมับเต็มไม่พร่อง หูใหญ่ ช่อม่วงข้างขวายาว ใบหูอ่อนนุ่มมีขนขึ้นมากกว่าข้างซ้าย

พรหมพงศ์ คือ ช้างที่พระพรหมสร้างเป็นวรรณะพราหมณ์ ลักษณะเนื้อหนังอ่อนขนอ่อนละเอียด เส้นเรียบ หน้าใหญ่ท้ายต่ำน้ำเต้าแฝด ขนงคิ้วสูง โขมดสูง มีกระทั่วตัวดังดอกกรรณิการ์ ขนหลัง ขนหู ขนปาก และขนตายาว ขุมหนึ่งขึ้น ๒ เส้น อกใหญ่ งวงเรียวรัด งาใหญ่ ปลายและต้นสมส่วนงาสีดอกจำปา

วิษณุพงษ์ คือ ช้างที่พระนารายณ์สร้างเป็นวรรณะแพศย์ ลักษณะผิวเนื้อหนังนาขนเกรียน ทรวงอก คอ และสีข้าง เท้าทั้งสี่ใหญ่ได้ขนาด หาง งวงและหน้ายาวใหญ่อย่างประหลาด มีกระที่หูแดง ประไปสม่ำเสมอกันตาใหญ่ขุ่นหลังราบ

อัคนีพงศ์ คือ ช้างที่พระเพลิงสร้าง เป็นวรรณะศูทร ลักษณะผิวเนื้อแข็งกระด้าง ขนหยาบ หน้าเป็นกระแดงดั้งแววมยุรา งาแดง หลังแดง หน้า งวงแดง ผิดเนื้อหม่นไม่ดำสนิทตะเกียบหูห่าง หางเขิน ตาสีน้ำผึ้ง

ตามตำราพระคชลักษณ์กล่าวว่า พระเป็นเจ้าให้เกิดช้าง ๗ สี คือ เหลือง ขาว แดง เขียว ดำ ม่วง เมฆ และต้องประกอบด้วยศุภลักษณะ (ลักษณะดี) อีก ๑๑ ประการ คือ ขน หาง ตา เล็บ อัณฑโกส ช่องแมงภู่ ขุมขน เพดาน สนับงา คางใน ไรเล็บ หรือไม่น้อยกว่า ๕ ประการ จึงจะนับว่าสมบูรณ์ด้วยคชลักษณ์
พระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างสำคัญ


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

พระราชพิธีประกอบด้วย พิธีถวายช้างสำคัญ พิธีจารึกชื่อช้างสำคัญลงในอ้อยแดงกระบวนแห่ช้างสำคัญเข้าสู่โรงพระราชพิธี พระบาทสมเด็จพรเจ้าอยู่หัว พระราชทานน้ำพระพุทธมนต์ด้วยพระมหาสังข์แด่ช้างสำคัญ พระราชทางเครื่องคชาภรณ์ (เครื่องแต่งตัว) พราหมณ์อ่านฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้างศิลปินขับไม้ ช้างสำคัญอาบน้ำ ตักบาตร เลี้ยงพระและเวียนเทียน

พระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางจะกำหนดกี่วันแล้วแต่ความเหมาะสม ในสมัยรัชกาลที่ ๒ จัดงาน ๕ วัน คือ สมโภชขึ้นระวางพระราชทานนามช้าง ๔ วัน สมโภชโรงใน ๑ วัน ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็จัดงาน ๕ วันเช่นเดียวกัน ในสมัยรัชกาลที่ ๖ จัดงาน ๔ วัน สมโภชขึ้นระวางพระราชทานนามช้าง ๓ วันสมโภชโรงใน ๑ วัน ส่วนในรัชกาลปัจจุบันจัดงาน ๒ วัน

พระราชพิธีจะทำที่โรงช้างชั่วคราว คือ โรงช้างของจังหวัดที่ได้ช้างหรือจะทำในโรงข้างต้นที่สร้างให้ช้างอยู่ประจำเป็นโรงพิธีสมโภชก็ได้ ปัจจุบันโรงช้างต้นในพระบรมมหาราชวังได้รื้อไปหมดแล้ว เหลือแต่โรงช้างตัน ๒ หลังในพระราชวังดุสิต บริเวณทางเข้ารัฐสภา ซึ่งสร้างในรัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ สำหรับเป็นที่อยู่ของพระเศวตวชิราพาหะและพระเศวตคชเดชน์ดิลก รัชกาลปัจจุบันได้ทรงสร้างโรงช้างต้นขึ้นใหม่ในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน สำหรับเป็นที่อยู่ของช้างสำคัญที่สมโภชขึ้นระวางแล้ว โรงช้างเดิมกรมศิลปากรได้บูรณะและจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ช้างต้น
เครื่องคชาภรณ์ (เครื่องแต่งตัวช้างสำคัญ)


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ช้างสำคัญที่สมโภชขึ้นระวางแล้วจะได้รับพระราชทานเครื่องคชาภรณ์ประกอบด้วย
๑. ผ้าปกหลัง พื้นสีประจำวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่ละรัชกาล และมีเครื่องหมายประจำรัชกาล
๒. ปกกระพอง เป็นผ้าเยียรบับพื้นสีแดงมีตาข่ายทำด้วยลูกปัดมีดอกประจำยามหุ้มทองลูกบวบ
๓. เครื่องผูกหุ้มทอง
๔. สายสร้อยคอห้อยก้อนทอง หรือ เสมาทอง
๕. พู่หู
๖. ชนักสีแดง
๗. พานหน้า หุ้มตาดสีทอง
๘. ประโคม หุ้มตาดสีทอง
๙. สำอาง หุ้มตาดสีทอง