สารานุกรมไทย
สำหรับเยาวชน เมนู 21
เล่มที่ ๒๑
เรื่องที่ ๑ กระบวนพยุหยาตรา
เรื่องที่ ๒ วีรสตรีไทย
เรื่องที่ ๓ ศิลปะการทอผ้าไทย
เรื่องที่ ๔ เครื่องถม
เรื่องที่ ๕ เครื่องปั้น
เรื่องที่ ๖ การตลาดและการส่งออกศิลปหัตถกรรม
เรื่องที่ ๗ พฤกษศาสตร์พื้นบ้าน
เรื่องที่ ๘ การอนุรักษ์ และการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ
เรื่องที่ ๙ องค์การสหประชาชาติ และองค์การในเครือ
รายชื่อผู้เขียน

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๒๑ / เรื่องที่ ๑ กระบวนพยุหยาตรา / ความเป็นมาของเรือพระราชพิธี

ความเป็นมาของเรือพระราชพิธี
ภาพวาดเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช วาดโดยศิลปินชาวฝรั่งเศส
ภาพวาดเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช วาดโดยศิลปินชาวฝรั่งเศส

จิตรกรรมฝาผนังที่พระอุโบสถ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร แสดงให้เห็นถึงกระบวนเรือในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ภาพเรือต่างๆ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยาวาดโดยศิลปินชาวฝรั่งเศส ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗(ที่มา : หนังสือกระบวนพยุหยาตราชลมารค สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์๒๐๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๒๕)
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ทอดบัลลังก์กัญญา เป็นเรือพระที่นั่งทรง
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


ดูรายละเอียดเพิ่มเติม




 
ความเป็นมาของเรือพระราชพิธี

บรรดาเรือหลวงที่มีไว้ใช้ในราชการนั้น ได้สร้างขึ้นมา เพื่อให้มีพอแก่ราชการ เช่น การเดินทางติดต่อส่งข่าวสาร การใช้เป็นพาหนะทางน้ำ เพื่อเดินทางไปในที่ต่างๆ ตลอดจนการใช้เป็นเรือรบขับไล่ข้าศึก ที่มารุกราน และการขนส่งบรรทุกทหารและยุทโธปกรณ์ เพื่อไปปราบปรามบรรดาหัวเมือง ที่อยู่ริมน้ำ หรือริมทะเล ซึ่งทำได้รวดเร็วกว่าการเดินทางทางบก โดยเฉพาะการจัดเรือเป็นรูปกระบวนทัพนั้น มีมาแต่สมัยโบราณแล้ว โดยที่มิได้มีการแบ่งเหล่าทหารออกเป็นทหารบก และทหารเรืออย่างชัดเจน แต่ในยามสงคราม ทหารจะใช้ได้ ทั้งการรบทางบก และทางทะเล ถ้ายกทัพไปทางทะเล ก็เลือกแม่ทัพนายกอง ที่มีความชำนาญทางทะเลเป็นผู้นำทัพ และที่เรียกว่า เรือรบนั้น ในสมัยโบราณ ใช้เรือทุกประเภท ที่มีกะเกณฑ์กันไป ที่เป็นเรือหลวงมักจะเป็นเรือขนาดใหญ่และยาวกว่าเรือธรรมดา ซึ่งเมื่อในยามว่างศึก ก็นำมาใช้เป็นเรือค้าขายกับต่างประเทศ เดิมมักจะเป็นเรือสำเภา ซึ่งบรรทุกคนและสินค้าได้มาก และแข็งแรงพอ ที่จะโต้คลื่นลมในทะเลได้

สำหรับเรือหลวงที่นำมาใช้ในพระราชพิธีนั้น ส่วนมากจะเป็นเรือที่มีความใหญ่และยาวพอสมควร สามารถใช้ฝีพายไปได้เร็ว จึงมักมีรูปเพรียว และเดิมใช้เป็นเรือรบประเภทขับไล่เสียมาก ซึ่งแต่เดิม เรือรบทางแม่น้ำมี ๔ ชนิด คือ เรือแซ เรือไชย เรือศีรษะสัตว์ และเรือกราบ มีการสร้างเรือรบขึ้นเป็นครั้งแรก ในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พ.ศ. ๒๐๙๑ - ๒๑๑๑) โดยโปรดให้ดัดแปลงเรือแซ ซึ่งเป็นเรือลำเลียง สำหรับใช้บรรทุกทหารและอาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆ ให้เป็นเรือไชยกับเรือศีรษะสัตว์ โดยได้วางปืนใหญ่ประเภทปืนจ่ารง ให้ยิงได้จากหัวเรือ ซึ่งจัดว่า เป็นต้นแบบของเรือรบในสมัยต่อมา เรือแซนั้น เป็นเรือยาวใช้ตีกรรเชียงประมาณลำละ ๒๐ คน ส่วนเรือไชย และเรือศีรษะสัตว์ เป็นเรือยาวแบบเรือแซ แต่เปลี่ยนกรรเชียงเป็นใช้พาย และบรรทุกทหาร ให้ลงประจำเรือได้ ลำละ ๖๐-๗๐ คน ซึ่งเมื่อเป็นพายแล้ว ไปได้รวดเร็วกว่าเรือแซ และให้ชื่อใหม่ว่า "เรือไชย"

เรือศีรษะสัตว์นั้นสร้างแบบเดียวกับเรือไชย แต่ให้ทำหัวเรือกว้าง สำหรับเจาะช่องตั้งปืนใหญ่ได้ เหนือช่องปืนขึ้นไป ทำเป็นรูปสัตว์ เช่น ครุฑ ลิง (กระบี่) อันเป็นเครื่องหมายของกองต่างๆ ในกระบวนทัพ สำหรับเรือแซ เดิมก็ยังคงใช้เป็นเรือสำหรับลำเลียงอาหาร และอาวุธเช่นเดิม

ต่อมาก็มีเรือกราบขึ้นอีกชนิดหนึ่ง ใช้การแบบเรือไชย แต่แล่นได้เร็วกว่า

อย่างไรก็ตาม ในเวลาว่างศึกสงคราม พระเจ้าอยู่หัวแต่ละพระองค์ มักจะโปรดให้ใช้กระบวนทัพเรือเสมอ โดยเสด็จบำเพ็ญพระราชกุศล เช่น ทอดผ้าพระกฐิน หรือเสด็จนมัสการพระพุทธบาท โดยถือว่า เป็นการฝึกซ้อมเรียกระดมพลไปด้วย กองเรือเหล่านี้จะตกแต่งอย่างสวยงาม มีการแก้ไขดัดแปลงเพิ่มเติมขึ้นอีก ในสมัยหลังจึงมีเรือกิ่ง และเรือศรี ซึ่งก็เป็นการตกแต่งเรือไชย ด้วยการสลักลวดลายให้สวยงามขึ้น เรียกว่า เรือพระที่นั่งกิ่ง และเรือศรี ถ้ามีการตั้งบุษบก และตกแต่งยิ่งขึ้นเรียกว่า เรือพระที่นั่งศรี หรือเรือศรี

จากเอกสารของชาวฝรั่งเศส ได้บันทึก เกี่ยวกับเรือของราชอาณาจักรสยาม ในสมัยรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ว่า "เรือนั้นลำยาวและแคบมาก มักจะทำขึ้นจากซุงท่อนเดียว ใช้สิ่วเจาะเอาตามความยาว แล้วถากด้วยเครื่องมือเหล็ก แล้วนำขึ้นแขวนย่างไฟ และค่อยๆ เบิกไปให้กว้างที่สุด เท่าที่จะทำได้ โดยไม่ให้เนื้อไม้แตก... เรือเหล่านี้มีราคาแพง เรือลำหนึ่งๆ ใช้ฝีพาย รวม ๕๐-๖๐ คน

ที่ตกแต่งกันอย่างสวยงาม และทำด้วยฝีมือประณีตก็มีเหมือนกัน แตกต่างกันไป ตามสถานภาพของบุคคลที่เป็นเจ้าของ เรือของขุนนางชั้นผู้ใหญ่นั้นมีฝีพาย ๕๐-๖๐ คน มียกพื้นที่กลางลำ ใช้เป็นที่นั่งของพวกขุนนางเหล่านั้น เครื่องตกแต่งมีแต่ตัวไม้กับเสื่อลำแพนเท่านั้น แต่ประดิษฐ์ลวดลายสวยงามมาก หลังคากัญญาของพวกออกญา ทำเป็นสามชั้น ของพวกออกพระกับออกหลวง ซึ่งลำเล็กมาหน่อย มีสองชั้น ส่วนของพวกขุนนางอื่นๆ นั้น มีชั้นเดียว เรือของประชาชนไม่มีหลังคาเลย ถึงจะมี ก็ไม่ตกแต่งประดับประดาอะไรทั้งนั้น ทำเป็นรูปหลังคายาวและต่ำ การที่ทำประทุนเรือแบบนี้ ก็เพื่อป้องกันแดดและฝนโดยแท้ แต่มีเรือของท่านเสนาบดีผู้ใหญ่สองท่าน ที่ทาทอง และหลังคาคลุมผ้า ทำเป็นรูปเปลือกหอย และสูงกว่าของเรือลำอื่นๆ มีอยู่บ่อยเหมือนกัน ที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานเรือทาทองล่องชาด ให้เป็นบำเหน็จแก่ขุนนาง ซึ่งมีความงามเกือบเท่าๆ กับของเสนาบดี แต่จะนำออกไปใช้ได้ เฉพาะในโอกาสตามเสด็จพระราชดำเนิน และในงานพระราชพิธีบางอย่างตามหมายกำหนดการเท่านั้น..

เรือกัญญาของพวกผู้หญิงมีสกุล แตกต่างจากเรือของพวกข้าราชการ เพียงกั้นเรือนยอดเสียทุกด้านเท่านั้น ใช้หญิงทาสเป็นฝีพาย..."

นอกจากนี้ยังมีบันทึกจากหนังสือ "ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ และการเมืองแห่งราชอาณาจักร" โดยนายนิโกลาส แชรแวส นายสันต์ ท.โกมลบุตร แปล เกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินโดยทาง ชลมารคไว้ด้วยว่า "...การจัดตั้งริ้วขบวนน่าดูมาก... มีเรือกว่าสองร้อยห้าสิบลำจอดเรียงรายอยู่เป็นระยะ ทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำจำนวน ๒๐ หรือ ๓๐ ลำ... นำเรือพระที่นั่งทรงเป็นคู่ๆ ไปข้างหน้า เรือพระที่นั่งนั้น ใช้ฝีพายพวกแขนแดง ซึ่งมีความชำนาญมาก และได้รับเลือกเฟ้นมาเป็นพิเศษ ทุกคนสวมหมวก เสื้อเกราะ ปลอกเข่า และปลอกแขน ทำด้วยทองคำทั้งสิ้น น่าดูแท้ๆ เวลาเขาพายพร้อมๆ กัน เป็นจังหวะจะโคน พายนั้นทาทองเหมือนกัน เสียงพายกระทบกันเบาๆ ประสานกับทำนองเพลง ที่เขาเห่ยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน เป็นคล้ายเสียงดนตรี ที่เสนาะโสตของพวกชาวบ้านชาวเมืองเป็นอันมาก... พระวิสูตรเรือพระที่นั่งทรงนั้น ประดับด้วยอัญมณีอันมีค่า และบนยกพื้นนั้น ปูลาดด้วยพรมอย่างดี ที่นำมาจากต่างประเทศทางตะวันออก มีขุนนางหนุ่มหกคนหมอบเฝ้าอยู่เป็นประจำ ที่ตรงท้ายเรือ มีบังสูรย์ปักไว้เป็นสำคัญ เพื่อให้เป็นที่สังเกตว่า ผิดจากลำอื่นๆ มีเรืออีก ๒ ลำ ซึ่งใหญ่โต และงดงามเสมอกันแล่นขนาบข้างไป เขาเรียกว่า เรือแซง รักษาพระองค์ และอีก ๒ ลำ ซึ่งไม่ใหญ่โต และงดงามเท่า ๒ ลำแรก แต่ปิดพระวิสูตรลงหมดทุกด้าน แล่นตามมา เพราะเป็นที่พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จเสวยพระสุธารส หรือพระกระยาหาร นอกจากว่า เสด็จถึงพลับพลาที่ประทับ หรือพระตำหนักแรมระหว่างทางเสด็จพระราชดำเนินเท่านั้น จึงเสด็จขึ้นประทับเสวยที่นั่น เรือทาทองอีก ๕๐ ลำ รูปพรรณต่างๆ กัน แต่ก็งดงามไม่แพ้กัน ตามเสด็จพระราชดำเนินไปอย่างมีระบบ อันเป็นการสมทบขบวนการแห่แหนเท่านั้น เพราะจะมีอยู่ ราว ๑๐ หรือ ๑๒ ลำ ที่อยู่ใกล้เรือพระที่นั่งเท่านั้น ที่มีผู้คนลงเต็มลำ มีเรือทรงของพระราชบุตร เรือของพวกเสนาบดีผู้ใหญ่ และขุนนางคน สำคัญๆ ที่โดยเสด็จพระราชดำเนินเท่านั้น ขุนนางอื่นๆ จะโดยเสด็จ ก็เฉพาะแต่ในวันพระราชพิธี ซึ่งจะมีเรือต่างๆ รวมกันถึงสองร้อยกว่าลำ ซึ่งเป็นเรือที่ไม่สู้จะงดงามเท่าใดนัก ถึงจะใหญ่โต และมีรูปพรรณอย่างเดียวกัน แต่แล่นไปได้รวดเร็วเสมอ หรือเร็วกว่ารถม้าโดยสารระหว่างหัวเมืองของเราเสียอีก"

ในสมัยอยุธยา มีกล่าวถึงเรือพระที่นั่งอยู่บ้าง ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระชัยราชาธิราช เมื่อพระองค์เสด็จไปเมืองเชียงไกรเชียงกราน พ.ศ. ๒๐๘๑ ปรากฏชื่อเรือ ๒ ลำ ในกระบวนกองทัพเรือ คือ เรืออ้อมแก้วแสนเมืองมา และเรือไกรแก้ว ซึ่งโดนพายุเสียหาย และต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ พ.ศ. ๒๐๙๑ เมื่อครั้งที่ทรงพระผนวชอยู่นั้น ขุนพิเรนทรเทพได้ส่งเรือพระที่นั่งไชยสุพรรณหงส์ ไปรับที่วัดราชประดิษฐาน เพื่อนิมนต์ให้ลาสิกขาบท และขึ้นเสวยราชย์ และใน พ.ศ. ๒๐๙๕ โปรดเกล้าฯให้แปลงเรือแซงเป็นเรือไชย และเรือศีรษะสัตว์

ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปรากฏว่า มีเรือพระที่นั่ง คือ เรือพระที่นั่งอลงกตนาวา เรือพระที่นั่งศรีสมรรถไชย เรือพระที่นั่งพระครุฑพาหะ เรือพระที่นั่งชลวิมานกาญจนบวรนาวา เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ นอกจากนี้มีเรือกระบวนซึ่งได้แก่ เรือดั้ง เรือกัน เรือไชย เรือรูปสัตว์ และเรือขนาน

รัชกาลสมเด็จพระเพทราชา ปรากฏชื่อเรือพระที่นั่งไกรสรมุขพิมาน และเรือพระที่นั่งบัลลังก์ม่านทอง ซึ่งชื่อหลังนี้เข้าใจว่า เป็นการบอกลักษณะเรือมากกว่า ที่จะเป็นชื่อ รัชกาลสมเด็จพระศรีสรรเพชญที่ ๘ (พระเจ้าเสือ) มีเรือพระที่นั่งมหานาวาท้ายรถ และเรือพระที่นั่งเอกไชย ส่วนรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีเรือพระที่นั่งไกรสรมุขพิมาน และศรีสมรรถไชย

ในสมัยธนบุรี รัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ปรากฏชื่อเรือพระที่นั่งคือ

๑. เรือพระที่นั่งสุวรรณพิชัยนาวาท้ายรถ มีขนาดยาว ๑๗ วา ปากกว้าง ๓ วาเศษ ใช้พลกรรเชียง ๒๙ คน

๒. เรือพระที่นั่งกราบ มีขนาด ๑๑ วา ถึง ๑๓ วา ใช้พลพาย ๔๐ คน

ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาล ที่ ๑ มีเรือพระที่นั่งปรากฏชื่อดังนี้ คือ

๑. เรือพระที่นั่งบัลลังก์แก้วจักรพรรดิ์
๒. เรือพระที่นั่งสวัสดิชิงชัย
๓. เรือพระที่นั่งบัลลังก์บุษบกพิศาล
๔. เรือพระที่นั่งพิมานเมืองอินทร์
๕. เรือพระที่นั่งบัลลังก์ทินกรส่องศรี
๖. เรือพระที่นั่งสำเภาทองท้ายรถ
๗. เรือพระที่นั่งมณีจักรพรรดิ
๘. เรือพระที่นั่งศรีสมรรถไชย ซึ่งโปรดให้สร้างใหม่ กับเรือกระบวนอื่นๆ

การเสด็จเลียบพระนคร จัดเป็นส่วนหนึ่ง ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เนื่องมาแต่พิธีที่ทำในพระราชฐาน มีการเสด็จออกท้องพระโรง ให้ข้าราชการทั้งปวงได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทั่วหน้า เมื่อเสร็จการพิธีในพระราชฐาน จึงเสด็จออกเลียบพระนคร เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทั่วหน้ากันด้วย แต่ประเพณีการเลียบพระนครแห่เสด็จพระเจ้าแผ่นดิน เป็นกระบวนพยุหยาตราอย่างใหญ่ คล้ายกับยกกองทัพ ผิดกับกระบวนแห่เสด็จในการพิธีอื่นนั้น น่าจะสันนิษฐานได้ว่า ประเพณีโบราณเป็นการเสด็จเลียบเมืองรายรอบมณฑลราชธานี โดยทางบกบ้าง ทางเรือบ้าง และประทับรอนแรมไปหลายวัน จนกว่าจะรอบมณฑลราชธานี เพื่อบำรุงความสามิภักดิ์ และให้ประจักษ์พระเดชานุภาพแก่ประชาชนทั้งหลาย ระยะต่อมา เห็นเป็นการลำบาก โดยมิจำเป็น จึงย่นระยะทางลงมาเป็นเพียงเสด็จเลียบพระนครราชธานี

การเสด็จเลียบพระนคร ในสมัยรัตนโกสินทร์ เลียบพระนครทางเรือเคยมีแค่ ๒ ครั้ง คือ ในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อสร้างพระนคร และเครื่องเฉลิมพระราชอิสริยยศต่างๆ รวมทั้งเรือกระบวนแห่ เสด็จสำเร็จ แล้วทำการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเต็มตามตำรา เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๘ จึง เสด็จเลียบพระนคร ทั้งทางบก และทางเรือครั้งหนึ่ง กับรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้มีการเสด็จเลียบพระนคร ทั้งทางบก และทางเรืออีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากในปลายสมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสร้างและซ่อมแซมเรือพระที่นั่ง และเรือกระบวนไว้ เมื่อพระบรมราชาภิเษกในรัชกาลที่ ๒ รัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลปัจจุบัน มีการเสด็จเลียบพระนครทางชลมารคด้วย

การลอยพระประทีปในสมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ใช้เรือบังลังก์ขนาน ซึ่งมี ๒ ลำ จอดขนานกัน ในเรือบัลลังก์นั้น แต่เดิมลดในกั้นม่านเป็นที่พระบรรทม ที่สรง ที่ลงพระทับคน เครื่องที่สำหรับตั้งนั้นก็มีพระสุพรรณราช และมีขันพระสุธารสอย่างเช่น เสวยพระกระยาหาร ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รับสั่งให้เลิก ที่สรง ที่พระบรรทมเสีย คงแต่เครื่องพระสุธารส

การจัดเรือพระที่นั่งอีกพิธีหนึ่งที่ปรากฏคือ ในเรือบัลลังก์ทั้งสองลำนั้น กั้นม่านสกัดทั้งหัวเรือ ท้ายเรือ ที่ตรงม่านสกัดหัวเรือท้ายเรือ มีม่านยื่นออกไปในน้ำ บังมิให้เจ้าพนักงานที่อยู่หัวเรือท้าย เรือแลเห็นเข้ามาข้างใน ต่อเมื่อเวลาจะปล่อยเรือกระทง จึงได้ชักม่าน

การป้องกันรักษา มีการล้อมวงในลำน้ำ ทอดทุ่นเป็น ๓ สาย สายในมีแพหอกรายเป็นระยะ เรือประจำทุ่นสายในข้างเหนือน้ำ มีกรมกองตระเวนขวา กรมกองอาสาขวา ประตูกรมพระกลาโหม เจ้ากรมพระตำรวจนอกขวา เจ้ากรมพระตำรวจสนมขวา เรือกรมสรรพากรในสรรพากรนอก ส่วนทางใต้น้ำหัวเรือบัลลังก์ทุ่นสายใน กรมกองตระเวนซ้าย เรือประตูกรมมหาดไทย กรมกองกลาง เจ้ากรมพระตำรวจนอกซ้าย เจ้ากรมพระตำรวจสนมซ้าย เรือทุ่นกรมท่ากลาง ภายหลังเติม เรือทหารทอดสมอสกัดเหนือน้ำ ท้ายน้ำ ขึ้นอีก ข้างเหนือน้ำ กรมทหารหน้า ๔ ลำ ข้าง ใต้น้ำทหารหน้า ๒ ลำ

ทุ่นสายกลางเหนือน้ำ มี เรือทุ่นกรมอาสา จาม ๒ ลำ เรือทุ่นกรมเรือกันขวา เรือสิงโตกรม อาสาใหญ่ขวา เรือสางกรมทวนทองขวา เรือ เหรากรมอาสารองขวา เรือกิเลนกรมเขนทองขวา เรือทุ่นสามพระคลังทอดเชือก อย่างละ ๑ ลำ ส่วนใต้น้ำมี เรือกรมอาสาจาม ๒ ลำ เรือกรมเรือ กันซ้าย เรือสิงโตกรมอาสาใหญ่ เรือสางกรม ทวนทองซ้าย เรือกิเลนกรมเขนทองซ้าย เรือทุ่น สามพระคลังทอดเชือก อย่างละ ๑ ลำ

ที่ทุ่นกลางตรงหน้าบัลลังก์ มีเรือดอกไม้ เพลิง ๒ ลำ เรือพิณพาทย์ เรือกลองแขก เรือเจ้ากรมพระตำรวจใหญ่ มีทั้งเหนือน้ำ ท้ายน้ำ แห่ง ละลำ นอกทุ่นสายกลางมีเรือทหารปืนใหญ่อยู่ นอกทุ่นสายกลาง เหนือน้ำ และท้ายน้ำ แห่งละลำ

จะเห็นได้ว่าการจัดสายเรือทอดทุ่นนี้ก็ เป็นการจัดกระบวนเรือ ที่คล้ายกับกระบวนเสด็จพยุหยาตราชลมารค และบรรดาเรือของข้าราชการ จากกรมต่างๆ เช่นเดียวกับในกระบวนเสด็จ พยุหยาตราชลมารคอีกเช่นกัน

กระทงหลวงซึ่งสำหรับทรงลอยที่มีมาแต่ เดิมนั้น คือเรือรูปต่างๆ เรือศรี เรือไชย เรือโอ่ เรือคอน และมีเรือหยวก ใน พ.ศ. ๒๓๖๘ และ พ.ศ. ๒๓๖๙ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ ทำ กระทงใหญ่ถวาย และมีมาตลอดรัชกาล ซึ่งการ ทำกระทงนี้ต้องลงทุนมาก ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงว่า เปลืองเงินมาก จึงโปรดให้ยกเลิก และภายหลังจึงโปรดให้มีเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือไชยแต่งแทนกระทงใหญ่สองลำ ในบุษบกเรือ พระที่นั่งอนันตนาคราช ตั้งพระพุทธสิหิงค์น้อย เรือไชยสำหรับตั้งพานพุ่มไม่มีเครื่องมนัสการ ต่อมาในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์แทนเรือไชย

นี่เป็นหลักฐานอีกอย่างหนึ่งถึงการใช้เรือพระที่นั่ง และเรือกระบวนในงานอื่นนอกเหนือ ไปจากงานเสด็จพระยุหยาตราชลมารค ซึ่งจะเปรียบ เทียบได้กับกระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตรา ชลมารคในรัชกาลที่ ๓ เช่นเดียวกัน หรือเปรียบ เทียบได้กับกระบวนเสด็จเลียบพระนครทาง ชลมารคในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในการเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคนั้น จะมีการเห่เรือในกระบวนเรือดังที่กล่าวมาแล้ว บทเห่จะแต่งเป็น คำร้อยกรองที่เรียกว่า กาพย์เห่เรือ ไทยเรามีการ เห่เรือเป็น ๒ ประเภท คือ แห่เรือหลวง ใช้ในการพระราชพิธี กับเห่เรือเล่น เป็นการเห่ในการท่องเที่ยวชมธรรมชาติ และเป็นการเห่เรือเพื่อความรื่นเริง และเพื่อให้พายได้พร้อมๆ กัน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรง นิพนธ์ว่า การเห่เรือหลวงเห็นจะเป็นมนต์ในตำรา ไสยศาสตร์ซึ่งพราหมณ์ใช้สวดบูชาพระราม ว่า โอม รามะ เมื่อแพร่เข้ามาคำก็เลือนไป การเห่ มี ๓ อย่างคือ สวะเห่ ช้าลวะเห่ และมูลเห่ การ เห่เรือเล่นจะประกอบกับกระบวนพายเรือ ใช้ ๒ จังหวะ คือ จังหวะจ้ำ กับ จังหวะปกติ เมื่อ พายจ้ำ ฝีพายจะร้องพร้อมกันว่า หุยฮาโห่ฉิ้ว หรือ มาละเหวยมาละวา หรือ สาระพาเฮโล ส่วนบทเห่ปกติ ใช้บทเห่แบบร้อยกรอง

บทเห่เรือเล่นที่ทราบกันดี คือ บทเห่เรือ ซึ่งเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ทรงนิพนธ์ขึ้น ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ อันเป็นการนำบทเห่เรือเล่นมาใช้เห่ เรือกระบวนหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยบทเห่เรือ หลวงเดิมนั้นไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด บทเห่เรือของ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์เป็นการพรรณนาชมริ้วกระบวน เรือซึ่งนอกจากมีความไพเราะด้านวรรณกรรมแล้ว ยังมีประโยชน์ให้ทราบชื่อเรือพระที่นั่งในสมัย อยุธยาด้วย

รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีเรือ พระที่นั้งกิ่งรัตนพิมานไชย เรือสรมุข เรือสมรรถไชย เรือสุพรรณหงษ์ เรือไชย และเรือรูปสัตว์ เช่น เรือ ครุฑยุดนาค เรือคชสีห์ เรือราชสีห์ เรือม้า เรือสิงห์ เรือนาคา เรือมังกร เรือเลียงผา เรือนกอินทรี เป็นต้น

อย่างไรก็ดี กระบวนพยุหยาตราชลมารค ได้มีการจัดกระบวนแตกต่างกันไปเป็นหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับว่า เสด็จไปในการใด ซึ่งได้มีพัฒนาการมา ตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเป็นอย่างช้า
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป