สารานุกรมไทย
สำหรับเยาวชน เมนู 9
เล่มที่ ๙
เรื่องที่ ๑ เรื่องของยา
เรื่องที่ ๒ สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
เรื่องที่ ๓ วิธีการทางการแพทย์ในการควบคุมการเจริญพันธุ์
เรื่องที่ ๔ การทำแท้ง
เรื่องที่ ๕ การสาธารณสุข
เรื่องที่ ๖ โรคมะเร็ง
เรื่องที่ ๗ รังสีวิทยา
เรื่องที่ ๘ ฟันและเหงือกของเรา
เรื่องที่ ๙ เวชศาสตร์ชันสูตร
เรื่องที่ ๑๐ เวชศาสตร์ฟื้นฟู
เรื่องที่ ๑๑ นิติเวชศาสตร์
เรื่องที่ ๑๒ โภชนาการ
เรื่องที่ ๑๓ ยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท
รายชื่อผู้เขียน

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๙ / เรื่องที่ ๑ เรื่องของยา / ข้อสังเกตบางประการในการใช้ยารักษาโรค

ข้อสังเกตบางประการในการใช้ยารักษาโรค
ข้อสังเกตบางประการในการใช้ยารักษาโรค

ความมุ่งหมายในการใช้ยารักษาโรค คือ ต้องการให้โรคหายเร็วที่สุด ไม่มีร่องรอยโรคเหลืออยู่ ไม่เกิดผลเสียจากการใช้ยา และสิ้นเปลืองเงินทองน้อยที่สุดด้วย การที่จุบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จำจะต้องมีความรู้เรื่องโรค เรื่องยา ตลอดจนการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในเรื่องที่ควรละเว้น และสิ่งที่ควรกระทำ ความรู้ต่างๆ เหล่านี้อาจทำได้จากการอ่านวารสารทางการแพทย์ การสื่อสารมวลชน (วิทยุ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์) จากการสังเกต และไต่ถามผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ ตลอดจนแพทย์และพยาบาล ในที่นี้จะขอกล่าวเป็นข้อสังเกต เพียงบางประการดังต่อไปนี้ คือ

โรคบางอย่าง (ไข้หวัด) อาจหายเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา หรือใช้เพียงยาลดไข้ ถ้ามีไข้สูง และพักผ่อนให้เพียงพอ

อาการอย่างเดียวกัน เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ อาจเกิดจากสาเหตุหลายประการที่ไม่เหมือนกัน การรักษาที่ถูกต้อง คือ ใช้ยารักษาตามอาการ และที่สำคัญที่สุดต้องใช้ยารักษาต้นเหตุของโรคด้วย

การใช้ยารักษาโรคแต่ละครั้งต้องเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์จึงจะปลอดภัย ถ้าใช้ยาสามัญประจำบ้านต้องอ่านฉลากยาให้ดีก่อนใช้ หากเกิดความสงสัยไม่ควรใช้ยานั้นๆ

ไม่ใช้ยาที่ปราศจากฉลาก ยาที่เปลี่ยนรูปลักษณะ สีสันและกลิ่น เช่น ยาน้ำเปลี่ยนสี หรือมีตะกอน ยาเม็ดที่แตกหัก หรือเคลือบเม็ดหลุด เพราะยานั้นอาจเสื่อมคุณภาพ หรือแปรสภาพ (ยาเสีย) ไปแล้ว ต้องใช้ยาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อหลีกเลี่ยงยาปลอม และยาไม่ได้มาตรฐาน

ต้องเก็บยาในที่ไม่ร้อนจัด ไม่ชื้น ปิดจุกให้แน่น มิฉะนั้นยาจะเสียได้ง่าย ยาบางชนิดต้องเก็บในที่เย็น ยาบางอย่างมีกำหนดอายุ ถ้าเก็บไม่ถูกต้อง ยาอาจเสียก่อนหมดอายุได้
วารสารต่างๆ ทางการแพทย์
วารสารต่างๆ ทางการแพทย์
อนึ่งยาปฏิชีวนะชนิดผงซึ่งอยู่ในขวด และต้องผสมน้ำก่อนใช้นั้น เมื่อยังเป็นผงอยู่ ยาจะคงทนดี สามารถเก็บไว้ได้นาน ตามอายุที่กำหนดไว้ในฉลาก ถ้าผสมน้ำแล้ว ต้องเก็บยาในที่เย็นหรือตู้เย็น และคงมีฤทธิ์ในการรักษาประมาณ ๗ วัน จากนั้นยาจะเสื่อมคุณภาพทีละน้อยจนหมดฤทธิ์ไป

ยาหยอดตาบางชนิดเมื่อเปิดใช้แล้วจะต้องทิ้งไปภายหลัง ๒ สัปดาห์ เพราะยาเสื่อมคุณภาพ

เพื่อป้องกันอันตรายจากยาและอุบัติเหตุ ต้องจัดยาที่ใช้ภายใน (ยารับประทาน) และยาใช้ภายนอก ยาห้ามรับประทาน) แยกจากกันให้เห็นชัด และต้องปิดฉลากให้เรียบร้อย ยาใช้ภายนอกใช้ฉลากสีแดงและเขียนว่า ห้ามรับประทาน ด้วย เก็บยาไว้ในตู้ล็อกกุญแจ ให้เรียบร้อย ป้องกันเด็กหยิบยากิน เพราะยาบางชนิด มีสีสันชวนกิน ในตู้ยาไม่ควรเก็บยาอย่างอื่น เช่น ยาฆ่าแมลง เป็นต้น

ใช้ยาเมื่อจำเป็นจริงๆ และใช้ยาเท่าที่จำเป็น โดยใช้ยาน้อยขนานที่สุด เพื่อป้องกันมิให้เกิดการตีกันของยา ไม่ใช้ยาพร่ำเพรื่อ เพราะยามีทั้งคุณและโทษ ดังที่กล่าวมาแล้ว

การใช้ยาควรเริ่มด้วยวิธีง่ายและปลอดภัยก่อน คือ ใช้ยาทา ยาทาถูนวด ยาดม ยาอม ยารม ยาหยอด ฯลฯ ทั้งนี้ แล้วแต่ความเหมาะสม ถ้าไม่หายจึงใช้ยากิน ส่วนการฉีดยา การเข้าน้ำเกลือ หรือการให้เลือดนั้นอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แล้ว แพทย์จะไม่ให้ยาด้วยวิธีดังกล่าว

เมื่อใช้ยาแล้วเกิดอาการผิดปกติหรือแพ้ยา ต้องหาทางให้ทราบว่า อาการนั้นๆ เกิดจากยาอะไรแล้วจดจำไว้ และเขียนใส่บัตรติดตัวไว้ เพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบต่อไป ถ้าเปลี่ยนแพทย์ใหม่
การใช้ยาทา
การใช้ยาทา
ไม่ควรรักษาตนเองโดยไปซื้อยาตามคำแนะนำของเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือแม้แต่คนขายยา เพราะ ให้โทษมากกว่าให้คุณ

การเก็บยาที่เคยใช้ได้ผลในคราวก่อนไว้ใช้ในการป่วยครั้งต่อไปย่อมเป็นการเสี่ยงภัย เพราะการป่วยครั้งหลัง อาจมีสาเหตุต่างจากการป่วยครั้งก่อนก็ได้

ยาลดไข้ ยาแก้ปวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาแก้ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และปวดกระดูก มักระคาย กระเพาะอาหาร บางชนิดก็บีบหัวใจด้วย จึงต้องกินยาพวกนี้หลังอาหาร ไม่กินตอนท้องว่างหรือเวลาหิว

อนึ่งผู้ที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารควรระวัง เรื่องนี้ให้มาก ถ้าสงสัยควรปรึกษาแพทย์

ยาลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ เช่น ยา พวกอะโทรปีน หรือยาคล้ายกัน อาจทำให้เกิดอาการ ปากคอแห้ง ตัวร้อน หัวใจเต้นเร็ว ท้องผูก ปกติอาการ ดังกล่าวมีไม่รุนแรง ถ้าเป็นมากต้องหยุดยาและปรึกษา แพทย์

ยาแก้อาการแพ้มักทำให้ผู้ใช้ง่วงซึม ซึ่งอาจ เป็นอันตรายต่อผู้ขับขี่ยวดยาน ผู้ทำงานในที่สูง หรือ อยู่ใกล้ไฟ ใกล้เครื่องจักรได้ ผู้ใช้ยานี้ไม่ควรใช้ยากดระบบประสาทกลางร่วมด้วย เช่น ยาระงับประสาทและ ยานอนหลับ

เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลเสียของยาอาจเหมือนกับ อาการของโรคที่ยานั้นๆ ใช้รักษา เช่น ยาแก้อาการแพ้ อาจทำให้เกิดการแพ้เสียเอง ยาระงับอาการชัก อาจทำให้เกิดอาการชัก ยารักษาโรคหัวใจล้มเลือดคั่ง อาจทำให้เกิดหัวใจล้ม ยารักษาโรคหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ อาจทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะได้
การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไข้ทรพิษ
การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไข้ทรพิษ
ระหว่างการใช้ยาควรงดดื่มสุรา เพราะทำให้ยา ถูกขับออกทางปัสสาวะมากขึ้น และอาจเกิดปฏิกิริยา กับแอลกอฮอล์ (ยาตีกัน) ด้วย
การสูบบุหรี่ก็อาจทำให้เกิดผลเสียจากการใช้ยาได้ เพราะบุหรี่มีนิโคตินและสารพิษอื่นๆ ทำให้เยื่อ เมือกในปาก และเซลล์ขนของหลอดลมเสียหน้าที่ มีการทำลายวิตามินซีมากกว่าปกติ หลอดเลือดแดงตีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ขา ลำไส้ และหัวใจ บุหรี่แสลงต่อ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคความดันโลหิตสูง โรค หอบหืด โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคปอด และโรคหลอดลมอักเสบ การงดสูบบุหรี่จะทำให้เจริญอาหาร และมีความต้านทานโรคเพิ่มขึ้น

การใช้ยาระบายหรือยาถ่ายเป็นประจำ จะทำให้ ขาดเกลือแร่บางอย่างรวมทั้งวิตามิน เช่น การใช้พาราฟินเหลวเป็นยาระบายติดต่อกันเป็นเวลานาน ร่างกายจะขาดวิตามินที่ละลายในไขมัน และเมื่องดยานี้ ผู้นั้นจะกลับมีอาการท้องผูกอีก

ยาบางขนานเมื่อถูกขับออกจากร่างกายแล้วจะ ทำให้ผู้ใช้สังเกตได้ เช่น ยาเพนิซิลลิน และยาคล้ายกัน ถูกขับถ่ายทางปัสสาวะ ทำให้เกิดกลิ่นจำเพาะ วิตามินบีรวมทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม ยาเข้าเหล็กทำให้อุจจาระสีดำคล้ายยางมะตอย ยาระงับเชื้อในทางเดินปัสสาวะบางชนิด ทำให้ปัสสาวะมีสีแดง (ไพริเดียม) แต่บางขนานทำให้ปัสสาวะมีสีน้ำเงิน (เมธีลีนบลู) ฯลฯ สิ่ง เหล่านี้ถ้าแพทย์มิได้แจ้งแก่ผู้ป่วยเป็นการล่วงหน้า อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความตกใจได้ ดังนั้นถ้าประสบเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ป่วยไม่ควรตกใจ แต่ควรไปสอบถามแพทย์ ผู้รักษาเพื่อขอคำแนะนำจึงจะเป็นการถูกต้อง

ยาปฏิชีวนะบางชนิดไม่ควรใช้ในหญิงมีครรภ์ ในหญิงกำลังให้นมบุตร ทารกและเด็กเล็ก เช่น ยา เตตระไซคลิน เพราะจะทำให้กระดูกและฟันเจริญเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร ฟันจะดำและเสียง่ายกว่าปกติ

ยาเตตระไซคลิน ไม่ควรกินพร้อมกับยาที่มีแคลเซียมหรือน้ำนม เพราะเตตระไซคลินจับกับแคลเซียมแล้วถูกดูดซึมไม่ได้ดี

เครื่องดื่มที่บรรจุขวดจำหน่ายในท้องตลาด มี ความเป็นกรด (ค่า PH เท่ากับ ๒.๔-๓.๕) จึงไม่ควร กินพร้อมกับยาที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น ฟีโนบาร์บิทัล (ยา นอนหลับ) ฟินิลบิวทาโซน (ยาแก้ปวดข้อ ลดการ อักเสบ) ฯลฯ หรือไม่ควรดื่มเวลาท้องว่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีโรคกระเพาะอยู่ด้วย เพราะจะทำให้เกิดการ ระคายกระเพาะ และรู้สึกไม่สบายในท้อง
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป