สารานุกรมไทย
สำหรับเยาวชน เมนู 9
เล่มที่ ๙
เรื่องที่ ๑ เรื่องของยา
เรื่องที่ ๒ สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
เรื่องที่ ๓ วิธีการทางการแพทย์ในการควบคุมการเจริญพันธุ์
เรื่องที่ ๔ การทำแท้ง
เรื่องที่ ๕ การสาธารณสุข
เรื่องที่ ๖ โรคมะเร็ง
เรื่องที่ ๗ รังสีวิทยา
เรื่องที่ ๘ ฟันและเหงือกของเรา
เรื่องที่ ๙ เวชศาสตร์ชันสูตร
เรื่องที่ ๑๐ เวชศาสตร์ฟื้นฟู
เรื่องที่ ๑๑ นิติเวชศาสตร์
เรื่องที่ ๑๒ โภชนาการ
เรื่องที่ ๑๓ ยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท
รายชื่อผู้เขียน

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๙ / เรื่องที่ ๒ สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา / การอักเสบและโรคติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธุ์

การอักเสบและโรคติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธุ์
การอักเสบและโรคติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธุ์

๑. ตกขาว


ตกขาว หรือเรียกตามชาวบ้านทั่วไปว่า "มุตกิด" เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดในโรคเฉพาะของหญิง หมายถึง สิ่งที่ขับถ่ายออกมาทางช่องคลอดที่ไม่ใช่เลือด ตกขาวที่ออกมาข้างนอกนั้น อาจเป็นลักษณะปกติ แต่มีจำนวนมากกว่าธรรมดา หรืออาจเป็นตกขาวที่ผิดปกติมาจากส่วนหนึ่งส่วนใดของอวัยวะสืบพันธุ์ก็ได้

ตกขาวปกติ มีลักษณะสีขาวข้น คล้ายแป้งเปียก หรือเป็นมูกขาวใส มีจำนวนเล็กน้อยพอชุ่ม มีกลิ่นจำเพาะ มีภาวะเป็นกรดอ่อนๆ ไม่คัน อาจพบได้มากในภาวะต่อไปนี้

๑. ระยะหลังและก่อนมีประจำเดือน
๒. ระยะไข่ตก
๓. ระยะตั้งครรภ์
๔. ระยะที่มีอารมณ์กำหนัด
๕. ระยะที่มีความวิตกกังวลมาก


ตกขาวผิดปกติ เป็นตกขาวที่มีจำนวนมากกว่าธรรมดา มีสีคล้ายหนอง เป็นฟอง หรือเป็นก้อนๆ มักมีกลิ่น หรือมีอาการเจ็บและคันบริเวณช่องคลอดร่วมด้วย อาจมีสาเหตุจาก

๑. มีวัตถุแปลกปลอมในช่องคลอด


ทำให้ผนังช่องคลอดระคายเคือง มีตกขาวเพิ่มมากขึ้น และมักมีกลิ่นเหม็น ในเด็กอาจพบเป็นเมล็ดผลไม้ เศษลูกโป่ง เศษกระดาษ ในผู้ใหญ่อาจพบสำลี เศษยาง ตลอดจนถุงยางอนามัย เมื่อเอาวัตถุแปลกปลอมเหล่านี้ออก ก็จะหายเป็นปกติได้

๒. เกิดจากการติดเชื้อ
ได้แก่

(๑) เชื้อพยาธิ ซึ่งเป็นพวกโปรโตซัวชนิดหนึ่ง เรียกว่า ทริโคโมนัสวาจินาลิส (trichomonasvaginalis) ลักษณะเหมือนใบไม้ มีหนวดข้างหน้าสี่เส้น เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา อาการที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์คือ ตกขาวมากกว่าธรรมดา สีเหลืองปนเขียว เป็นฟองมีกลิ่นเหม็น มีอาการคัน เป็นผื่นที่อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกตรงบริเวณที่เปื้อนตกขาว ลักษณะการอักเสบที่ปากมดลูก และผนังช่องคลอด จะมองเห็นเป็นจุดแดงๆ คล้ายผลสตรอเบอรี่

ช่องคลอดติดเชื้อพยาธิ (ภาพเล็กคือพยาธิทริโคโมนัสวาจินาลิส) ช่องคลอดติดเชื้อพยาธิ (ภาพเล็กคือพยาธิทริโคโมนัสวาจินาลิส)

(๒) เชื้อรา พบได้บ่อยรองลงมา เชื้อราที่พบ ได้แก่ แคนดิดาอัลบิแกน (candida albigans) อาการที่ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ คือ คันในช่องคลอด และมีตกขาวมากกว่าปกติ บางทีพบเป็นก้อนคล้ายฝ้าของน้ำนมต้มสุกเป็นแผ่น
เชื้อราแคนดิดาอัลบิแกนส์
เชื้อราแคนดิดาอัลบิแกนส์
(๓) เชื้อหนองใน โรคหนองในเป็นกามโรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อ ไนซ์ซีเรียโกโนร์เรีย (neisseria gonorrhea) มีลักษณะเป็นรูปไตคู่ภายในเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยมักมีอาการถ่ายปัสสาวะแสบ ขัด ตกขาวมีลักษณะเหมือนหนอง มีกลิ่นเหม็น การอักเสบทำให้มีอาการเจ็บขณะร่วมเพศ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รีบรักษา เชื้อนี้อาจลุกลามเข้าไปในโพรงมดลูก ท่อนำไข่ และถึงช่องท้องได้

(๔) เชื้อไวรัส ส่วนใหญ่เป็นเชื้อเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (herpes simplex) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเริม มักมีการติดเชื้อที่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกร่วมด้วย จะเห็นเป็นเม็ดใสขึ้นเป็นกลุ่ม มีอาการปวดแสบปวดร้อน และระคายเคืองเล็ก น้อย

(๕) ติดเชื้อบัคเตรีชนิดอื่นๆ เช่น สตาฟีโลค็อกคัส (staphylococcus) สเตรพโตค็อกคัส (streptococcus) เป็นต้น ทั้งนี้อาจพบเชื้อต้นเหตุได้มาก กว่า ๑ ชนิด

(๖) เชื้อวัณโรค เชื้อชนิดนี้พบน้อยมาก

๓. เกิดจากเนื้องอก


เนื้องอกของอวัยวะสืบพันธุ์หญิงไม่ว่าจะเป็นเนื้องอกไม่ร้ายแรง หรือมะเร็ง ก็อาจทำให้เกิดอาการตกขาวได้

๒. การอักเสบติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน


อวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน ได้แก่ มดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ เยื่อบุช่องท้อง และลำไส้ใหญ่บางส่วน การอักเสบติดเชื้อของอวัยวะเหล่านี้ มักจะเริ่มต้นจากการอักเสบติดเชื้อของอวัยวะสืบพันธุ์ตอนล่าง ตั้งแต่ช่องคลอด แล้วลุกลามเข้าไปในโพรงมดลูก เข้าสู่ท่อนำไข่ แต่บางครั้งอาจเกิดจากเชื้อผ่านไปทางกระแสเลือดก็ได้ เชื้อที่พบว่าเป็นสาเหตุบ่อย คือ เชื้อหนองใน ถ้าการอักเสบรุนแรงมาก และไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดเป็นฝีหนอง ซึ่งถ้าแตกออก จะทำให้การอักเสบกระจายไปทั่วอุ้งเชิงกราน และช่องท้อง อาจเกิดอันตรายถึงเสียชีวิตได้

อาการมักเริ่มด้วยเจ็บบริเวณท้องน้อย มีไข้ มีตกขาวผิดปกติ และอาจมีเลือดออก ถ้าตรวจภายในจะพบว่า กดเจ็บบริเวณที่มีการอักเสบ

การรักษาในระยะเริ่มแรก ได้แก่ การให้ยาปฏิชีวนะ ในกรณีที่รักษาด้วยยาปฏิชีวนะแล้ว อาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการแตกของฝีหนอง จำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัดร่วมด้วย

๓. กามโรค

กามโรค หมายถึง โรคที่ติดต่อโดยการร่วมเพศ และมักก่อให้เกิดพยาธิสภาพที่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์เป็นส่วน ใหญ่

แต่เดิม กามโรคหมายถึง กลุ่มโรคเพียง ๕ โรค คือ ซิฟิลิส หนองใน แผลริมอ่อน โรคของต่อมน้ำเหลือง และโรคเนื้อตายที่บริเวณขาหนีบ ปัจจุบันพบว่า ยังมีโรคอีกหลายโรคที่ติดต่อโดยการร่วมเพศ แต่ไม่ใช่กามโรคที่แท้จริงรวมอยู่ในกลุ่มโรคนี้ด้วย คือ หนองในเทียม (ใช้เฉพาะในชาย) หูดหงอดไก่ เชื้อรา พยาธิในช่องคลอด เริม หูดข้าวสุก หิดที่อวัยวะสืบพันธุ์ ตัวโลน เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ในปัจจุบันจึงเปลี่ยนชื่อกามโรคว่า "โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์" (sexually transmitted diseases)

ซิฟิลิส

เกิดจากเชื้อทริโปนีมาพอลลิดุม (tryponema pollidum) มีระยะฟักตัวโดย เฉลี่ย ๑๐-๓๐ วัน

อาการในระยะแรก จะมีแผลเกิดขึ้น เรียกว่า แผลริมแข็ง มักเป็นที่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก ลักษณะแผลมีขอบนูนสูงขึ้น ก้นแผลสะอาดเรียบ ถูกต้องไม่เจ็บ ระยะนี้หากไม่รักษาก็จะหายได้เองภาย ใน ๓-๘ สัปดาห์
เชื้อซิฟิลิส
เชื้อซิฟิลิส
อาการระยะที่สอง หลังจากแผลริมแข็งหายราว ๓ สัปดาห์ จะมีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ปวดเมื่อยและปวดตามข้อ มีผื่นขึ้นตามบริเวณผิวหนัง เช่น แขน ขา ลำตัว ไม่คัน และไม่เจ็บปวด อาจเป็นอยู่ไม่นานวัน หรืออาจนานหลายเดือนก็ได้ ส่วนใหญ่จะหายไปราว ๔-๘ สัปดาห์ ในระยะนี้อาจมีลักษณะเป็นตุ่มนูนขึ้นมาคล้ายยุงกัด แต่มีเนื้อยุ่ยๆ คลุมบริเวณนี้ แพร่เชื้อได้มาก อาจมีต่อมน้ำเหลืองโต หรือผมร่วงได้
ผู้ที่ไม่ได้รับการรักษา เมื่ออาการทุกอย่างหายก็จะเข้าสู่ระยะแฝง ซึ่งเป็นระยะที่จะไม่มีอาการอะไรทั้งสิ้น แต่จะทราบได้โดยการตรวจพบน้ำเหลืองให้ผลบวก

อาการในระยะที่สาม พบว่า หนึ่งในสี่ของระยะแฝงจะเปลี่ยนเป็นระยะที่สาม ซึ่งต้องใช้เวลานาน โดยจะไปเกิดเป็นแผลและเนื้อตายในหัวใจ หรือระบบประสาท ทำให้เกิดอาการคล้ายคนเป็นโรคจิต

การวินิจฉัยโรคนี้ ส่วนใหญ่อาศัยจากการตรวจน้ำเหลือง นอกจากนี้อาจจะขูดบริเวณแผล หรือผื่น หรือเนื้อนูน มาตรวจด้วยกล้องพิเศษ และอาจต้องเจาะน้ำไขสันหลังมาตรวจด้วยในบางราย

หญิงมีครรภ์ที่เป็นซิฟิลิสต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ เพราะซิฟิลิสจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ เช่น ทำให้แท้ง ทารกตายในครรภ์ หรือเป็นฟิซิลิสแต่กำเนิด

หนองใน

เกิดจากเชื้อไนซ์ซีเรียโกโนร์เรีย มีระยะฟักตัว ประมาณ ๓-๕ วัน

อาการมักเริ่มด้วยปัสสาวะแสบ ขัด มีตกขาว ถ้าไม่ได้รับการรักษา โรคนี้อาจลุกลามเข้าไปในโพรงมดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่ ทำให้ท่อนำไข่ตัน และเป็นหมันในที่สุด
แผลริมอ่อน เกิดจากเชื้อฮีโมฟิลุสดูเครยี (hemophilus ducreyi) มีระยะฟักตัวประมาณ ๒-๕ วัน เชื้อหนองใน
เชื้อหนองใน
อาการ อาจพบได้ใน ๒ ลักษณะ คือ

(๑) แผล


มักพบบริเวณฝีเย็บ และที่แคมเล็ก เริ่มคัน มีเม็ดพอง และอักเสบ ต่อมาเป็นหนองแตกออก มีอาการเจ็บ ส่วนใหญ่เกิดหลายแผล ขอบแผลไม่ชัดเจน ถูกต้องเจ็บ

(๒) ฝีมะม่วง


ถ้าไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาไม่เพียงพอ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบจะโตเป็นหนองได้ราว ๕-๘ วันหลังมีแผล

กามโรคที่ต่อมน้ำเหลือง

เกิดจากเชื้อคลาไมเดีย (chlamydia) มีระยะฟักตัว ๑-๔ สัปดาห์ แต่โดยปกติ ประมาณ ๗-๑๒ วัน

อาการจะเริ่มด้วยมีแผลที่อวัยวะเพศ แล้วมีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร ต่อมาต่อมน้ำเหลืองโตที่บริเวณขาหนีบ แล้วเป็นหนองแตกออกมา เรียกว่า ฝีมะม่วง เช่นเดียวกับแผลริมอ่อน อาการต่อมน้ำเหลืองโตนี้ ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นหลังจากแผลหายไปแล้ว

กามโรคเนื้อตายที่บริเวณขาหนีบ

เกิดจากเชื้อโดโนแวนแกรนูโลมาติส (donovan granulomatis) มี ระยะฟักตัวไม่แน่นอน

อาการในระยะแรกจะพบแผลเป็นตุ่ม อักเสบ ไม่เจ็บ ต่อมาแตกเป็นแผลกลมนูนยุ่ย เลือดออกง่าย

หูดหงอนไก่

เป็นโรคที่พบบ่อยในวัยเจริญพันธุ์ เกิดจากเชื้อไวรัสปาปิลโลมา (papilloma viruses) มีลักษณะคล้ายหงอนไก่ หรือดอกกะหล่ำ เกิดบริเวณ อวัยวะเพศ และโตขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อพบร่วมกับการตั้งครรภ์

รักษาได้โดยยา หรือจี้ด้วยไฟ ฟ้า

เริม

เกิดจากเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ พบได้บ่อย มักมีอาการ ๔-๕ วันหลังการร่วมเพศ โดยเกิดเป็นเม็ดใสๆ แล้วแตกออกเป็นแผลเล็กๆ หลายแผล เจ็บ ปวดแสบปวดร้อน และมีอาการอักเสบ เป็นอยู่ประมาณ ๑๐ วันก็จะหายไป อาจมีเชื้อบัคเตรีแทรกได้ และอาจมีต่อมน้ำเหลืองโตเล็กน้อย เป็นแล้วมักเป็นอีก
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป