สารานุกรมไทย
สำหรับเยาวชน เมนู 9
เล่มที่ ๙
เรื่องที่ ๑ เรื่องของยา
เรื่องที่ ๒ สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
เรื่องที่ ๓ วิธีการทางการแพทย์ในการควบคุมการเจริญพันธุ์
เรื่องที่ ๔ การทำแท้ง
เรื่องที่ ๕ การสาธารณสุข
เรื่องที่ ๖ โรคมะเร็ง
เรื่องที่ ๗ รังสีวิทยา
เรื่องที่ ๘ ฟันและเหงือกของเรา
เรื่องที่ ๙ เวชศาสตร์ชันสูตร
เรื่องที่ ๑๐ เวชศาสตร์ฟื้นฟู
เรื่องที่ ๑๑ นิติเวชศาสตร์
เรื่องที่ ๑๒ โภชนาการ
เรื่องที่ ๑๓ ยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท
รายชื่อผู้เขียน

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๙ / เรื่องที่ ๓ วิธีการทางการแพทย์ในการควบคุมการเจริญพันธุ์ / การคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่ไม่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์

การคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่ไม่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์
การคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่ไม่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์

ระยะปลอดภัย


หมายถึง การคุมกำเนิดโดยงดการอยู่ร่วมกันในระยะที่มีไข่สุก โดยอาศัยหลักว่า หญิงมีไข่สุกเดือนละครั้งเดียว และการตั้งครรภ์จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ มีการอยู่ร่วมกันในระยะที่มีไข่สุกเท่านั้น

การหาระยะปลอดภัย ทำได้ ๒ ทาง คือ

๑. จากบันทึกการมีประจำเดือน
๒. จากการวัดอุณหภูมิพื้นฐานของร่างกาย


การหาระยะปลอดภัยจากบันทึกการมีประจำเดือน

มีหลักปฏิบัติดังนี้ คือ ผู้ใช้ต้องทำบันทึกการมีประจำเดือนไว้ทุกๆ เดือนจนครบ ๑๒ เดือน โดยบันทึกระยะรอบประจำเดือน นับจากวันแรกของประจำเดือนไปจนถึงวันสุดท้ายก่อนมีประจำเดือนที่สั้นที่สุด และยาวที่สุดใน ๑๒ เดือนนี้ และคิดระยะที่ไม่ปลอดภัยดังนี้

วันแรกที่ไม่ปลอดภัย = รอบประจำเดือนที่สั้นที่สุด -๑๘
วันสุดท้ายที่ไม่ปลอดภัย = รอบประจำเดือนที่ยาวที่สุด -๑๑

วันแรกที่มีประจำเดือน คือวันที่ ๕ ธันวาคม
วันแรกที่ไม่ปลอดภัย คือวันที่ ๙ ของรอบประจำเดือน (วันที่ ๑๓ ธันวาคม)
วันสุดท้ายที่ไม่ปลอดภัย วันที่ ๒๐ ของรอบประจำเดือน (วันที่ ๒๔ ธันวาคม)

บันทึกประจำเดือน ๑๒ เดือนนี้ จะต้องเป็นของ ๑๒ เดือนสุดท้ายเสมอ โดยเพิ่มประจำเดือนของเดือนใหม่ลงไปทุกเดือน และตัดประจำเดือนที่เก่าที่สุดออกเช่นกัน หลักของการคิดหาระยะไม่ปลอดภัยนี้มีรายละเอียดอธิบายไว้ โดย โอกิโน (Kyusaka Ogino) และคเนาส์ (Herman Knaus)

การหาวันที่ไม่ปลอดภัยโดยการวัดอุณหภูมิพื้นฐานของร่างกาย

การหาไข่สุกโดยวิธีนี้ อาศัยหลักที่ว่า ก่อนไข่สุกร่างกายจะมีอุณหภูมิต่ำ แต่ภายหลังไข่สุกแล้ว ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้อุณหภูมิตลอดรอบประจำเดือนมีลักษณะเป็นสองระยะ (biphasic) คือ อุณหภูมิในระยะก่อนไข่สุกจะเพิ่มสูงขึ้น ส่วนภายหลังไข่สุกอาจมีอุณหภูมิต่ำลงไปประมาณ ๒๔-๔๘ ชั่วโมง

ภายหลังที่อุณหภูมิต่ำลงควรวัดด้วยปรอทพิเศษสำหรับหญิง เพราะมีความเที่ยงมากกว่าปรอทวัดไข้ธรรมดา และการวัดจะต้องวัดเมื่อตื่นนอนตอนเช้าก่อนลุกจากที่นอน โดยอมไว้ใต้ลิ้น ๕ นาที บางแห่งนิยมใช้วัดทางช่องคลอด แต่ไม่จำเป็น และไม่สะดวกในทางปฏิบัติ

เมื่อรวมการหาระยะไม่ปลอดภัยของทั้ง ๒ วิธี เข้าด้วยกัน อาจทำให้วิธีนี้มีผลแน่นอนขึ้น โดยถือหลักดัง นี้ คือ

วันแรกที่ไม่ปลอด ภัย = รอบประจำเดือนที่สั้นที่สุด -๑๘ วันสุดท้ายที่ไม่ปลอดภัย
วันสุดท้ายที่ไม่ปลอด ภัย = วันที่ ๓ ภายหลังที่อุณหภูมิขึ้นสูง

การหาเวลาไข่สุกโดยวิธีอื่น ยังไม่สะดวกและเหมาะสมในทางปฏิบัติ

ข้อดีของวิธีคุมกำเนิดแบบระยะปลอดภัย

๑. ไม่มีอันตราย
๒. ไม่มีสิ่งขัดขวางรบกวนขณะอยู่ร่วมกัน เช่น ไม่ต้อง หยุดใส่ถุงยาง ฯลฯ
๓. ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
๔. เป็นวิธีที่คริสต์ศาสนานิกายคาทอลิกยอมรับ

ข้อเสียของวิธีคุมกำเนิดแบบระยะปลอดภัย

๑. ผลไม่แน่นอน ไข่อาจสุกผิดไปจากเวลา ที่คาด หากมีเหตุการณ์ผิดปกติบางอย่าง เช่น ตื่นเต้น ดีใจ ฯลฯ
๒. ต้องการทำการบันทึกประจำเดือน และคำนวณ ระยะที่ไม่ปลอดภัยทุกๆ เดือน
๓. ความต้องการทางเพศ อาจไม่ตรงกับระยะปลอดภัย

การหลั่งน้ำอสุจิออกภายนอกช่องคลอด

วิธีนี้คนไทยมักเรียกสั้นๆ ว่า "เอาน้ำออกข้างนอก" หรือ "ระวัง" ซึ่งตรงกับที่ชาวอังกฤษเรียกกันว่า "taking care" หรือ "being careful" เป็นวิธีคุมกำเนิดที่เก่ามากวิธีหนึ่งที่ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน วิธีนี้หมายถึง การที่ฝ่ายชายเอาอวัยวะเพศออกจากช่องคลอด ก่อนที่จะมีการหลั่งน้ำอสุจิ

หลักปฏิบัติของวิธีนี้คือ เมื่อมีการร่วมเพศจน ฝ่ายชายรู้สึกว่าใกล้จะมีความรู้สึกถึงขีดสุด ซึ่งจะมีการ หลั่งน้ำอสุจิ (ejaculation) ให้ฝ่ายชายรีบเอาอวัยวะเพศ ออกจากช่องคลอด และให้มีการหลั่งน้ำอสุจิภายนอก โดยระวังมิให้น้ำอสุจิเปื้อนบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภาย นอกของฝ่ายหญิง

วิธีนี้มีผู้กล่าวเสมอว่า มีโอกาสพลาดได้มาก (แต่ยังไม่มีสถิติยืนยันแน่นอน) ซึ่งอาจเกิดจาก

๑. ระหว่างที่มีการตื่นตัวทางเพศ ก่อนที่จะ มีการหลั่งน้ำอสุจิ มักจะมีมูกเยิ้มออกมาที่บริเวณช่อง ปัสสาวะ มูกนี้อาจจะมีตัวอสุจิเล็ดลอดออกมาด้วยเป็น จำนวนมากพอสำหรับการปฏิสนธิ

๒. ฝ่ายชายอาจเริ่มถอนอวัยวะเพศออกช้าไป โดยน้ำอสุจิบางส่วนผ่านเข้าช่องคลอดไปแล้ว

๓. แม้จะมีการหลั่งน้ำอสุจิภายนอก หากน้ำอสุจิ เปื้อนบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกของฝ่ายหญิง ตัวอสุจิอาจว่ายจากบริเวณนั้นเข้าช่องคลอดได้

ผู้ที่อาจจะเหมาะสำหรับวิธีนี้คือ

๑. ฝ่ายชายไม่มีการหลั่งน้ำอสุจิเร็วผิดปกติ (premature ejaculation)
๒. ฝ่ายหญิงมีความรู้สึกถึงจุดสุดยอดได้ไม่ยาก
๓. สามีและภรรยามีความเคยชินกับปฏิกิริยาโต้ตอบของตนและคู่ของตน และสามีสามารถควบคุมการหลั่งน้ำอสุจิได้ดี
๔. มีอารมณ์มั่นคง ไม่กังวลหรือกลัวว่าจะทำไม่ได้ตามที่ตั้งใจ

ข้อดีของวิธีหลั่งน้ำอสุจิออกภายนอก

๑. เป็นวิธีที่พร้อมจะใช้ได้เสมอ
๒. ไม่ต้องการเครื่องมือหรือเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

ข้อเสียหรืออันตรายของวิธีหลั่งน้ำอสุจิออกภายนอก

มีผู้อ้างถึงข้อเสียหรืออันตรายของวิธีนี้หลายอย่าง คือ

๑. อาจทำให้ผู้ใช้กลายเป็นโรคประสาทเนื่องจากเหตุต่อไปนี้

ก. มีความกังวล โดยกลัวว่าจะเอาอวัยวะเพศชายออกไม่ทัน
ข. ฝ่ายชายต้องบังคับตนเองให้ทำในสิ่งที่ตนไม่อยากจะทำ (การเอาอวัยวะเพศออกก่อน)
ค. ฝ่ายหญิงมีโอกาสถึงจุดสุดยอดน้อยลง

๒. อาจทำให้ต่อมลูกหมากโต เนื่องจากการคั่งของเลือดในอวัยวะของอุ้งเชิงกราน

อย่างไรก็ดี การอ้างต่างๆ นี้มักไม่มีสถิติประกอบแน่นอน เรื่องนี้ยังต้องการการศึกษาต่อไป

ถุงยางคุมกำเนิด

ถุงยางคุมกำเนิด เป็นถุงบางๆ สำหรับใส่คลุมลึงค์ ซึ่งมีการแข็งตัวขณะที่มีการร่วมเพศ เพื่อป้องกันการหลั่งน้ำอสุจิเข้าช่องคลอด

ถุงยางคุมกำเนิดที่นิยมกันสมัยนี้ ส่วนมากทำด้วยยางลาเทกซ์ (latex) ซึ่งมีคุณภาพดี คือ บางแต่เหนียว ยืดได้มาก ไม่ขาดง่าย และไม่ทำให้เสียความรู้สึกสัมผัสไปมาก และเป็นชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง
ถุงยางคุมกำเนิด
ถุงยางคุมกำเนิด
ถุงยางคุมกำเนิดมีลักษณะเป็นถุง มี ๒ ชนิด คือ

๑. ชนิดก้นถุงมน (plain end) เป็นชนิดที่นิยมใช้กันในอเมริกา

๒. ชนิดก้นถุงมีกระเปาะ (pocket end, teat end) สำหรับเป็นที่เก็บน้ำอสุจิ ชนิดนี้นิยมใช้กันในยุโรป

ปากเปิดของถุงเป็นวงแหวนยาง ซึ่งพอเหมาะที่จะสวมกับลึงค์ที่กำลังแข็งตัว ถุงยางนี้อาจเป็นแบบแห้ง มีผงยาทำลายตัวอสุจิโรยเคลือบไว้ หรือเป็นแบบหล่อลื่นโดยกลีเซอรี

วิธีใช้

๑. การใส่ถุงยาง จำเป็นต้องใส่ขณะที่ลึงค์กำลังแข็งตัวเต็มที่ (full erection) ก่อนที่จะสอดใส่อวัยวะนี้เข้าช่องคลอด โดยเอาถุงยางที่ม้วนไว้ ครอบกับปลายลึงค์ และรูดออกคลุมจนถึงโคนอวัยวะ

๒. ถ้าเป็นถุงแบบปลายมน เวลาสวมต้องเหลือที่ตรงปลายว่างไว้ประมาณ ๑ เซนติเมตร ห่างจากปลายลึงค์ เพื่อไว้เป็นที่รับน้ำอสุจิ

๓. การใส่นี้ฝ่ายชายจะเป็นผู้ใส่เอง หรือฝ่ายหญิงเป็นผู้ใส่ให้ก็ได้ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมเพศ

๔. รายที่แต่งงานใหม่ ช่องคลอดยังคับ หากความหล่อลื่นภายในช่องคลอดน้อย ควรใช้เยลลี (jelly) สำหรับหล่อลื่น ทาด้านนอกของถุงยาง เพื่อมิให้ฝ่ายหญิงเจ็บ เนื่องจากมีการเสียดสีมาก

๕. เมื่อมีการหลั่งน้ำอสุจิแล้ว ฝ่ายชายจะต้องรีบถอดอวัยวะเพศออก และถอดถุงยางออกทิ้ง ระวังมิให้น้ำอสุจิหกเปรอะเปื้อนปากช่องคลอด

๖. เพื่อให้ได้ผลดีขึ้นในระยะกลางรอบประจำเดือน ซึ่งเป็นระยะที่จะมีไข่สุก (ดูเรื่องระยะปลอดภัย) ควรใช้ร่วมกับครีมใส่ช่องคลอดสำหรับคุมกำเนิด

วิธีนี้เมื่อใช้ถูกต้องจะมีประสิทธิภาพดีมาก แต่อาจมีการพลาดหากถุงรั่ว หรือถุงหลุด หรือฉีกขาดขณะร่วมเพศ ถุงยางที่ดีในปัจจุบันมีคุณภาพดี จึงมักไม่มีการรั่วหรือฉีกขาด

อันตรายของถุงยางคุมกำเนิด


การใช้ถุงยางคุมกำเนิดมีอาการข้างเคียงมากอาการที่อาจจะพบได้ คือ

๑. อาจเกิดความไม่สบาย เนื่องจากมีการเสียดสีมากเกินไป ซึ่งจะแก้ไขได้โดยการใช้ครีมหล่อลื่น
๒. บางรายอาจมีการคัน แสบจากการแพ้ผงเคมีที่โรยไว้ที่ถุงยาง

ข้อดีของการใช้ถุงยางคุมกำเนิด


๑. ใช้ง่าย สะดวก ไม่มีอันตราย
๒. มีผลป้องกันกามโรค และโรคบางอย่างที่ติดต่อกันขณะร่วมเพศ
๓. ในรายที่ฝ่ายชายมีการหลั่งน้ำอสุจิเร็วผิดปกติ ถุงยางคุมกำเนิดจะทำให้สามารถควบคุมการหลั่งน้ำอสุจิได้ดีขึ้น เพราะความรู้สึกจากการเสียดสีลดลง

ข้อเสียของถุงยางคุมกำเนิด


ถุงยางคุมกำเนิด ทำให้ความรู้สึกสัมผัสลดลง ทำให้รู้สึกว่า ไม่มีการถูกต้องสัมผัสกันโดยตรง แต่ถุงยางที่ใช้ในปัจจุบันเป็นชนิดบางมาก จึงไม่ทำให้เสียความรู้สึกมากนัก

ยาฆ่าเชื้ออสุจิในช่องคลอด

มีหลายชนิด คือ

๑. ยาเม็ดที่จะกลายเป็นฟอง (foam tablet)
๒. ครีมและเจลลี (cream and jellies)
๓. ขี้ผึ้งสอดช่องคลอด (suppositories)
๔. ฟองอัดแอโรซอล (aerosol foams)


หลักทั่วไปในการใช้ยา

ยาพวกนี้มีหลักในการใช้คล้ายคลึงกัน คือ

๑. ใส่ยาก่อนมีการอยู่ร่วมกันทุกครั้ง รอให้ยากระจายทั่วช่องคลอดประมาณ ๕-๑๐ นาที (แล้วแต่ชนิดของยา) แล้วจึงอยู่ร่วมกัน ยาประเภทนี้มีฤทธิ์ป้องกันอยู่ได้ภายในเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง หลังจากใส่ยา

๒. การใส่ยาเข้าช่องคลอด ต้องใส่ให้ลึกพอ

๓. ขนาดของยาที่ใช้ แล้วแต่ชนิดของยา แต่ในรายต่อไปนี้ควรเพิ่มยาเป็น ๒ เท่าของขนาดปกติ คือ รายที่มีช่องคลอดกว้างและลึกมาก และรายที่ฝีเย็บขาดมาก เพราะยาอาจไหลออกมาภายนอกได้มาก

๔. ภายหลังใส่ยาแล้วไม่ควรลุก ยืน เดิน หรือไปนั่งถ่ายปัสสาวะ จนกว่าจะมีการอยู่ร่วมกันเรียบร้อยแล้ว ก่อนใส่ยาควรถ่ายปัสสาวะให้เรียบร้อย

๕. ไม่ควรทำการสวนล้างช่องคลอดหลังการอยู่ร่วมกัน เพราะจะทำให้ฤทธิ์ในการป้องกันเสียไป ถ้าต้องการล้าง ควรทำภายหลังการอยู่ร่วมกันไม่ต่ำกว่า ๖ ชั่วโมง

ประสิทธิภาพ

ผลของการใช้ยาประเภทนี้ มีแตกต่างกันมากในแต่ละรายงาน บางรายงานก็ได้ผลดี บางรายงานมีการตั้งครรภ์สูงถึง ๒๐% ของผู้ใช้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของยา และการใช้ยาถูกต้องเพียงไร
ยาเม็ดฆ่าเชื้ออสุจิในช่องคลอด
ยาเม็ดฆ่าเชื้ออสุจิในช่องคลอด
ข้อเสียของยาฆ่าเชื้ออสุจิในช่องคลอด

๑. อาจทำให้เกิดการคันหรือแสบๆ ในรายที่แพ้ยา
๒. ทำให้การหล่อลื่นในช่องคลอดน้อยเกินไป
๓. มักไหลออกมาเปรอะเปื้อนภายนอก ทำให้ผู้ใช้รำคาญ


ข้อดีของยาฆ่าเชื้อโรคอสุจิในช่องคลอด

ยานี้มีข้อดีที่ใช้ง่าย และไม่จำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ อย่างไรก็ดี ยาชนิดนี้ไม่อยู่ในความนิยม เพราะมีวิธีใหม่ๆ ที่สะดวกกว่า และมีประสิทธิภาพดีกว่าเข้ามาแทน
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป