ลักษณะที่สำคัญในการแสดงละครรำ - สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ
 
สารานุกรมไทย
สำหรับเยาวชน  เมนู 23
เล่มที่ ๒๓
เรื่องที่ ๑ ภูมิปัญญาไทย
เรื่องที่ ๒ วัฒนธรรมทางละครไทย (ละครรำ)
เรื่องที่ ๓ การละเล่นพื้นเมือง
เรื่องที่ ๔ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย
เรื่องที่ ๕ ชาติพันธุ์
เรื่องที่ ๖ เฟิร์นไทย
เรื่องที่ ๗ ไม้ในวรรณคดีไทย (ตอน ๑)
เรื่องที่ ๘ การทำงานใต้น้ำ
เรื่องที่ ๙ ระบบวิทยุ
เรื่องที่ ๑๐ การผลิตเบียร์
รายชื่อผู้เขียน

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๒๓ / เรื่องที่ ๒ วัฒนธรรมทางละครไทย (ละครรำ) / ลักษณะที่สำคัญในการแสดงละครรำ

 ลักษณะที่สำคัญในการแสดงละครรำ
ชื่อท่ารำแม่บทในตำราฟ้อนรำซึ่งมี ๖๘ ท่า : ปฐม
ชื่อท่ารำแม่บทในตำราฟ้อนรำซึ่งมี ๖๘ ท่า : ๑. ปฐม

ชื่อท่ารำแม่บทในตำราฟ้อนรำซึ่งมี ๖๘ ท่า :๒. พรหมสี่หน้า
ชื่อท่ารำแม่บทในตำราฟ้อนรำซึ่งมี ๖๘ ท่า :๒. พรหมสี่หน้า

ชื่อท่ารำแม่บทในตำราฟ้อนรำซึ่งมี ๖๘ ท่า :๓. สอดสร้อยมาลา
ชื่อท่ารำแม่บทในตำราฟ้อนรำซึ่งมี ๖๘ ท่า :๓. สอดสร้อยมาลา
ลักษณะที่สำคัญในการแสดงละครรำ

ละครรำมีลักษณะการแสดงแบ่งเป็น ๒ กระบวน คือ ใช้ร้องเป็นหลักกระบวนหนึ่ง ใช้ปี่พาทย์เป็นหลักกระบวนหนึ่ง

๑. กระบวนที่ใช้ร้องเป็นหลัก

ลักษณะที่ใช้ร้องละครเป็น ๓ จังหวะ คือ จังหวะช้า จังหวะกลาง และจังหวะเร็ว

จังหวะช้า คือ
๑.๑ ร้องช้า ลูกคู่รับ ไม่ใช้ปี่พาทย์เรียกเป็นสามัญว่า "ร้องช้า" ในกระบวนร้องอย่างนี้ยังมีลำนำอื่นอีกหลายเพลงที่เรียกว่า "ช้าอ่านสาร" "ยานี" และ "ชมตลาด" เป็นต้น
๑.๒ ร้องช้าเข้ากับปี่ เรียกว่า "ช้าปี่" "โอ้ปี่" และ "โอ้ชาตรี" เป็นต้น
๑.๓ ร้องช้าเข้ากับโทน เช่น ร้อง "ลงสระ" และ "ชมดง" เป็นต้น 

จังหวะกลาง ละครร้องจังหวะกลางนั้น คือ "ร้องร่าย" มีแต่ลูกคู่รับ ไม่มีปี่พาทย์ ใช้ร้องพื้นเรื่องละคร เพราะฉะนั้นละครจึงร้องร่ายมากกว่าอย่างอื่น จังหวะเร็ว ละครร้องจังหวะเร็วนั้นพวกละครชาตรีเรียกว่า "ร้องสับ" ละครในกรุงศรีอยุธยา เรียกว่า "ร้องสับไท" (สับ คือ ศัพทย) มีแต่ลูกคู่รับ ไม่ทำปี่พาทย์เหมือนกับร้องร่าย แต่จังหวะเร็วกว่า ใช้แต่เฉพาะเมื่อละครรำบทรุกร้น เช่น เวลาไล่กัน เป็นต้น

๒. กระบวนละครที่ใช้ปี่พาทย์เป็นหลัก

มี ๒ อย่างคือ ทำโหมโรงอย่าง ๑ ทำเพลงรำอย่าง ๑
๒.๑ โหมโรง คือ ปี่พาทย์จะบรรเลงในเวลาตัวละครแต่งตัวก่อนจะเล่น เป็นการบอกให้คนดูทราบว่าจะเริ่มเล่นละคร การโหมโรงของละครชาตรีใช้เพลงตามแบบเก่าบรรเลง เช่น "เพลงซัด" เพลง ๑ "เชิด" เพลง ๑ กับเพลง "เพลง" เพลง ๑ รวม ๓ เพลงเท่านั้น แต่โหมโรงอย่างละครนอก และละครใน ปี่พาทย์จะบรรเลงเพลงเรื่องยืดยาวตามแบบโหมโรงของโขน อนึ่ง เวลาเลิกเล่น ปี่พาทย์จะบรรเลงเพลงลาโรงอีกเพลงหนึ่ง คู่กับโหมโรงทำเพลง "กราวรำ" เพลงเดียว
๒.๒ เพลงรำ ปี่พาทย์บรรเลงเพลงรำของละครรำนั้นใช้จังหวะช้า จังหวะกลาง และจังหวะเร็ว ๓ อย่าง คล้ายกับจังหวะ ที่ละครร้องใช้ปี่พาทย์บรรเลง โดยลำพังอย่าง ๑ ใช้ร้องช่วยปี่พาทย์อีกอย่าง ๑ เป็น ๒ กระบวนซึ่งต่างกัน คือ
กระบวนที่ ๑ ปี่พาทย์บรรเลงโดยลำพังนั้น เช่น รำเสมอ รำกลม รำเชิด เป็นต้น 
กระบวนที่ ๒ ร้องช่วยปี่พาทย์ ใช้สำหรับละครรำเพลงช้า เพลงเร็ว และเพลงเชิดฉิ่ง
  • เพลงช้า ตะโพนจะทำจังหวะ จ๊ะ โจ๋ง จ๊ะ ถิ่ง โจ๋ง ถึง และร้องบท "เย็นย่ำ จะค่ำอยู่แล้วลงรอนรอน" และ "ฉุยฉาย" เป็นต้น
  • เพลงเร็ว ตะโพนทำจังหวะ ต๊ะ ถึง ถึง และร้องบท หรือ"รักเจ้าสาวคำเอย" "แม่ศรีเอย" เป็นต้น
  • เชิดฉิ่ง ตีฉิ่งเป็นจังหวะเร็ว (ไม่ใช้ตะโพน) และร้องบท "หริ๊งหริ่งได้ยินเสียงฉิ่งก็จับใจ" เป็นต้น
 ละครรำของไทยเรา เดิมใช้ปี่พาทย์อย่างละครชาตรี ต่อมาจึงใช้ปี่พาทย์ของโขน (ดำรงราชานุภาพ : ตำนานเรื่องละครอิเหนา หน้า ๑๖-๒๘)
หัวข้อก่อนหน้า