การตรวจอากาศแบบต่างๆ
การตรวจอากาศเพื่อให้ได้ข้อมูลต่างๆ ทางอุตุนิยมวิทยา มีการทำเป็นแบบต่างๆ ดังนี้
๑) การตรวจอากาศบนพื้นดิน
ได้จากการตรวจอากาศผิวพื้นตามสถานีตรวจอากาศในเกือบทุกจังหวัด โดยโยงกันเป็นโครงข่าย และมีเกณฑ์ว่า สถานีตรวจอากาศบนพื้นดินแต่ละแห่งไม่ควรอยู่ห่างจากกันเกิน ๑๕๐ กิโลเมตร ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้แบ่งสถานีตรวจอากาศออกเป็น ๔ ภาค รวมทั้งหมด ๑๒๒ สถานี ดังนี้
ภาคเหนือ ๓๐ สถานี
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๒๘ สถานี
ภาคกลางและภาคตะวันออก ๓๕ สถานี
ภาคใต้ ๒๙ สถานี
หมายเหตุ : ข้อมูล พ.ศ. ๒๕๕๓
สถานีตรวจอากาศแต่ละแห่งจะตรวจวัดค่าความกดอากาศโดยใช้บารอมิเตอร์ชนิดปรอท แต่บางสถานีอาจใช้แอนีรอยด์บารอมิเตอร์ ซึ่งอ่านง่ายกว่า และสะดวกในการพกพาไปในที่ต่างๆ สำหรับการตรวจวัดค่าอุณหภูมิของอากาศนั้น แต่เดิมใช้เทอร์โมมิเตอร์ชนิดปรอท ต่อมาได้พัฒนาไปใช้เทอร์โมมิเตอร์ชนิดโลหะ โดยอาศัยหลักสัมประสิทธิ์การขยายตัวของโลหะ ๒ ชนิดมาเชื่อมเข้าด้วยกัน เมื่อมีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง จะทำให้โลหะที่เชื่อมกันมีลักษณะโค้ง เนื่องจากการขยายตัวที่ไม่เท่ากัน ในปัจจุบัน ยังได้นำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อใช้ในการสั่งงาน พร้อมทั้งบันทึกและส่งผลการตรวจกับระบบตรวจอากาศที่ได้พัฒนาแล้ว เช่น ค่าความกดอากาศที่ได้จากเครื่องตรวจวัดค่าความกดอากาศชนิดแอนีรอยด์บารอมิเตอร์ และค่าอุณหภูมิของอากาศจากเทอร์โมมิเตอร์ชนิดโลหะ เราเรียกการตรวจอากาศระบบนี้ว่า ระบบตรวจอากาศอัตโนมัติ ซึ่งใช้ตามสนามบินต่างๆ และสถานที่กันดาร
๒) การตรวจอากาศในทะเล
ระบบอากาศทั่วโลกมีการเชื่อมโยงกันทั้งบนพื้นดิน และพื้นน้ำ ประเทศไทยมีพื้นที่ที่อยู่ติดทะเลเป็นระยะทางประมาณ ๓,๐๐๐ กิโลเมตร และลักษณะอากาศได้รับอิทธิพลจากทะเลค่อนข้างมาก อาทิ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดพาความชื้นจากทะเลอันดามันเข้ามายังแผ่นดิน ทำให้ฝนตก ดังนั้นการพยากรณ์อากาศจึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลการตรวจอากาศในทะเล ซึ่งมีลักษณะคล้ายข้อมูลตรวจอากาศบนพื้นดิน แต่แตกต่างกันที่ข้อมูลทางทะเลจะมีการรายงานข้อมูลคลื่นและอุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มเข้ามาด้วย การตรวจทางทะเลในอดีต ได้ข้อมูลจากเรือเดินสมุทร (เรืออาสาสมัคร) แต่ปัจจุบันได้ข้อมูลจากทุ่นลอย (buoy) ที่ได้ติดตั้งไว้ รวมทั้งข้อมูลคลื่นและอุณหภูมิผิวน้ำทะเลจากดาวเทียม ซึ่งให้ข้อมูลมากกว่าในอดีต และครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น

ทุ่นลอยตรวจอากาศ
๓) การตรวจอากาศชั้นบน
สถานีตรวจอากาศชั้นบนตั้งอยู่ห่างกันไม่เกิน ๒๕๐ กิโลเมตร โดยกรมอุตุนิยมวิทยามีสถานีตรวจอากาศชั้นบนทั่วประเทศจำนวน ๑๑ สถานี ผลการตรวจจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับความกดอากาศ ทิศทางลม ความเร็วลม อุณหภูมิ และความชื้นของอากาศ ที่ระดับความสูงต่างๆ เช่น ๒,๐๐๐ ฟุต ๕,๐๐๐ ฟุต ๑๐,๐๐๐ ฟุต ๑๘,๐๐๐ ฟุต จนถึง ๔๕,๐๐๐ ฟุต ด้วยการหยั่งอากาศ ซึ่งใช้เครื่องวิทยุหยั่งอากาศ (radiosonde) ผูกติดกับบัลลูน ในช่วงเช้าเวลา ๐๗.๐๐ น. และช่วงเย็นเวลา ๑๙.๐๐ น. ปัจจุบันเครื่องบินพาณิชย์ที่ทำการบินระหว่างประเทศได้ทำหน้าที่ตรวจอากาศชั้นบน รวมทั้งได้ข้อมูลจากดาวเทียมเพิ่มขึ้นอีกด้วย

เครื่องวิทยุหยั่งอากาศขณะลอยบนท้องฟ้า
๔) การตรวจอากาศด้วยเรดาร์
เป็นข้อมูลเกี่ยวกับฝนที่อธิบายถึงชนิดของฝน เช่น ฝนฟ้าคะนองและฝนจากพายุหมุนเขตร้อน ความรุนแรงของฝน การเคลื่อนตัวของกลุ่มฝน และแนวโน้มความแรงของกลุ่มฝน การตรวจฝนด้วยเรดาร์สามารถทำการตรวจวัดได้ไกล ตามรัศมีทำการของเรดาร์ เช่น ๑๐๐ กิโลเมตร ๒๐๐ กิโลเมตร ๓๐๐ กิโลเมตร ๔๕๐ กิโลเมตร ในปัจจุบันเรดาร์ตรวจอากาศได้พัฒนาให้ใช้ประโยชน์มากขึ้น โดยแบ่งการตรวจออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ
๑. ตรวจความเข้มของฝน (intensity mode)
๒. ตรวจความเร็วการเคลื่อนตัวของกลุ่มฝน (velocity mode)
๕) การตรวจอากาศด้วยดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา
ข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาเป็นข้อมูลเกี่ยวกับเมฆชนิดต่างๆ ในบริเวณที่ห่างไกล ทุรกันดาร และไม่สามารถตั้งสถานีตรวจวัด เช่น บริเวณเทือกเขาสูง ป่า ทะเลทราย มหาสมุทร และเกาะแก่งต่างๆ ดาวเทียมที่ใช้ในการตรวจอากาศใช้ช่วงคลื่นในการถ่ายภาพ ๒ ช่วงคลื่น ประกอบด้วยช่วงคลื่นที่ตามองเห็น และช่วงคลื่นความร้อน (infrared)
- ชนิดวงโคจรค้างฟ้าชื่อ ดาวเทียมจีเอ็มเอส (GMS : Geostationary Meteorological Satellite) ของประเทศญี่ปุ่น และประเทศจีน อยู่สูงจากพื้นโลกประมาณ ๓๕,๘๐๐ กิโลเมตร ตำแหน่งดาวเทียมจะสัมพันธ์กับตำแหน่งบนพื้นโลก ที่บริเวณเดิมตลอดเวลา สามารถรับข้อมูลได้ทุกๆชั่วโมงตลอด ๒๔ ชั่วโมง
- ชนิดวงโคจรผ่านใกล้ขั้วโลกชื่อ ดาวเทียมโนอา (NOAA : National Oceanographic and Atmospheric Administration) ของสหรัฐอเมริกา วงโคจรสูงจากพื้นโลกประมาณ ๘๕๐ กิโลเมตร รับภาพได้วันละ ๒ ครั้ง
เนื่องจากอากาศไม่มีพรมแดนจำกัดการเคลื่อนที่จากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง ดังนั้นแต่ละประเทศจึงต้องอาศัยผลการตรวจอากาศจากประเทศใกล้เคียง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพยากรณ์อากาศของตน งานอุตุนิยมวิทยาจึงต้องการความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด
การตรวจอากาศของสถานีตรวจอากาศต้องกระทำพร้อมกันตามเวลาที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกกำหนด คือ สถานีตรวจอากาศผิวพื้นให้ทำการตรวจอากาศทุกๆ ๓ ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนตามเวลาของตำบลกรีนิช ในประเทศอังกฤษ ตามกำหนดเวลาดังนี้ ๐๐๐๐, ๐๓๐๐, ๐๖๐๐, ๐๙๐๐, ๑๒๐๐, ๑๕๐๐, ๑๘๐๐, ๒๑๐๐ UTC (UTC ย่อมาจาก UNIVERSAL TIME COORDINATE) ซึ่งตรงกับเวลาในประเทศไทยคือ ๐๗.๐๐ น. ๑๐.๐๐ น. ๑๓.๐๐ น. ๑๖.๐๐ น. ๑๙.๐๐ น. ๒๒.๐๐ น. ๐๑.๐๐ น. และ ๐๔.๐๐ น. สำหรับการตรวจอากาศชั้นบนจะทำการตรวจทุก ๖ ชั่วโมง คือ เวลา ๐๗.๐๐ น. ๑๓.๐๐ น. ๑๙.๐๐ น. และ ๐๑.๐๐ น. ตามเวลาในประเทศไทย