เล่มที่ 35
การพยากรณ์อากาศ
สามารถแชร์ได้ผ่าน :
ลักษณะอากาศที่สำคัญของประเทศไทย

ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อน มีปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อลักษณะอากาศของประเทศ ดังนี้

มรสุม (monsoon)

            เป็นลมที่พัดประจำฤดู แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพัดพาอากาศหนาวเย็นและแห้งจากประเทศจีน มายังประเทศไทย ทำให้บริเวณประเทศไทยมีอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้งเป็นระยะเวลาประมาณ ๖ เดือน และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่านทะเลอันดามัน พัดพาเอาอากาศร้อนชื้นมาสู่ประเทศไทย ทำให้มีฝนตกเป็นระยะเวลาประมาณ ๖ เดือน

            มรสุมเกิดขึ้นเนื่องจากความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของแผ่นดินกับพื้นน้ำ ทำนองเดียวกับการเกิดลมบก ลมทะเล ในฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ อุณหภูมิของดินภาคพื้นทวีปสูงกว่าอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทร อากาศที่อยู่บริเวณใกล้เคียง จะลอยขึ้นสู่เบื้องบน อากาศเหนือมหาสมุทรซึ่งเย็นกว่าจึงไหลเข้ามาแทนที่ เกิดเป็นมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และในทางตรงกันข้าม เมื่อซีกโลกเหนือเป็นฤดูหนาว พื้นน้ำมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นแผ่นดิน อากาศจึงลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน อากาศบนพื้นทวีปซึ่งเย็นกว่า จะไหลเข้ามาแทนที่ เกิดเป็นมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ

            เขตลมค้าพัดเข้าหากัน หรือร่องความกดอากาศต่ำแถบศูนย์สูตร (intertropical convergence zone, equatorial trough) หรือร่องมรสุม (monsoon trough) 

            เป็นโซนหรือแนวแคบๆ ที่ลมค้าในเขตร้อนของทั้ง ๒ ซีกโลกมาบรรจบกัน คือ ลมค้าตะวันออกเฉียงเหนือของซีกโลกเหนือ กับลมค้าตะวันออกเฉียงใต้ของซีกโลกใต้ ร่องความกดอากาศต่ำหรือร่องมรสุมมีลักษณะเป็นแนวพาดขวางในทิศตะวันออก - ตะวันตก มีกระแสอากาศไหลขึ้น - ลง สลับกัน ร่องความกดอากาศต่ำหรือร่องมรสุมจะอยู่ในเขตร้อนใกล้ๆ เส้นศูนย์สูตร และมีการเลื่อนขึ้น - ลง ตามแนวโคจรของดวงอาทิตย์ โดยจะเกิดตามหลังประมาณ ๑ - ๒ เดือน ความกว้างของร่องความกดอากาศต่ำ หรือร่องมรสุมประมาณ ๖ - ๘ องศาละติจูด เป็นบริเวณที่มีเมฆมากและฝนตกอย่างหนาแน่น  ฉะนั้น เมื่อร่องนี้ประจำอยู่ ณ ที่ใดหรือผ่านบริเวณใดก็จะทำให้เกิดฝนตกอย่างหนาแน่นในที่นั้นได้


บริเวณร่องความกดอากาศต่ำ และพายุหมุนเขตร้อน

พายุหมุนเขตร้อน (tropical cyclone)

            มีถิ่นกำเนิดเหนือมหาสมุทรในเขตร้อนแถบละติจูดต่ำ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตรขึ้นไป ในซีกโลกเหนือระบบการหมุนเวียนของลมเป็นวงในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา ส่วนทางด้านซีกโลกใต้พัดเวียนตามเข็มนาฬิกา เข้าสู่ศูนย์กลางพายุ ความกดอากาศต่ำสุดที่บริเวณศูนย์กลางพายุโดยทั่วไปต่ำกว่า ๑,๐๐๐  มิลลิบาร์ และมีลักษณะอากาศเลวติดตามมาด้วย เช่น ลมแรง ฝนตกหนักมาก เกิดคลื่นสูงใหญ่ในทะเลและน้ำขึ้นสูง 

            ตรงบริเวณศูนย์กลางพายุเรียกว่า "ตาพายุ" (eye of storm) เป็นบริเวณเล็กๆ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๕ - ๖๐ กิโลเมตร  ภายในตาพายุนี้เป็นบริเวณที่มีอากาศแจ่มใส มีเมฆเล็กน้อยบ้างเท่านั้น และมีลมพัดอ่อน พายุหมุนเขตร้อนนี้เกิดขึ้นหลายแห่งในโลก โดยทั่วไปเกิดด้านตะวันตกของมหาสมุทรในเขตร้อนบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร (ยกเว้นในบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ และด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกใต้) เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก ทำความเสียหายให้แก่ทางด้านตะวันออกของทวีปต่างๆ

            พายุหมุนเขตร้อนนี้มีชื่อเรียกต่างๆ กันแล้วแต่ท้องถิ่นที่เกิด เช่น ถ้าเกิดด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ในทะเลจีนใต้ และอ่าวไทย เรียกชื่อว่า "พายุไต้ฝุ่น" (typhoon) ถ้าเกิดในบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทะเลแคริบเบียน และอ่าวเม็กซิโก เรียกชื่อว่า "พายุเฮอร์ริเคน" (hurricane) ถ้าเกิดในอ่าวเบงกอลทะเลอาหรับ และในมหาสมุทรอินเดีย เรียกชื่อว่า "พายุไซโคลน" (cyclone) และถ้าเกิดในทะเลติมอร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย เรียกชื่อว่า "วิลลี-วิลลี" (willy-willy)

การแบ่งพายุหมุนเขตร้อน

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกได้แบ่งพายุหมุนเขตร้อนตามความรุนแรงของพายุออกได้เป็น ๔ระดับ ดังนี้

            ๑. พายุดีเปรสชัน (tropical depression) มีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางไม่เกิน ๓๔ นอต (๖๓  กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

            ๒. พายุโซนร้อน (tropical storm) มีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางอยู่ระหว่าง ๓๔ - ๔๗ นอต (๖๓ - ๘๗ กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

            ๓. พายุโซนร้อนอย่างรุนแรง (severe tropical storm) มีความเร็วลมใกล้จุดศูนย์กลางระหว่าง ๔๘ - ๖๓ นอต (๘๘ - ๑๑๘ กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

            ๔. พายุไต้ฝุ่น (typhoon) มีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลาง ๖๔ นอตขึ้นไป (๑๑๙ กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป)

พายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนตัวผ่านมาถึงประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่มีความรุนแรงในระดับพายุดีเปรสชัน หรือพายุโซนร้อนเท่านั้น

ฝนที่เกิดจากการพาความร้อน (convectional rain) 

            ในเวลากลางวันเมื่อพื้นดินได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์ อากาศก็จะร้อนขึ้นด้วย โดยอากาศดังกล่าวมีไอน้ำรวมอยู่ด้วย เมื่อไอน้ำลอยตัวสูงขึ้นจะเกิดการเย็นตัวลงตามลำดับ จนถึงจุดที่อากาศมีความชื้นอิ่มตัว และกลั่นตัวเป็นเมฆคิวมูลัส หรือเมฆคิวมูโลนิมบัส และมีฝนตกลงมา

            ฝนชนิดนี้จะตกในพื้นที่แคบๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ มีโอกาสตกได้ทุกวัน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - ตุลาคม ซึ่งเป็นระยะที่อากาศในประเทศไทยมีความชื้นมาก เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้

ฝนภูเขา (orographic rain)

            เกิดจากอากาศชื้นพัดปะทะกับภูเขา ทำให้ลมพัดพุ่งขึ้นไปตามลาดเขาและเย็นตัวลง เมื่อพัดสูงขึ้นไป จนถึงจุดที่อากาศมีความชื้นอิ่มตัว ก็จะกลั่นตัวเป็นเมฆ และตกเป็นฝนทางด้านหน้าเขาซึ่งเป็นด้านต้นลม เช่น ที่จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าเขาขวางทางลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จะมีฝนตกมาก ส่วนด้านหลังเขา อากาศจะพัดจมตัวลงไปตามลาดเขา และอุ่นขึ้น ดังนั้นด้านหลังเขาหรือด้านปลายลมจึงมีฝนตกน้อย


ลักษณะการเกิดฝนภูเขา