พายุหมุนเขตร้อน (tropical cyclone)
มีถิ่นกำเนิดเหนือมหาสมุทรในเขตร้อนแถบละติจูดต่ำ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตรขึ้นไป ในซีกโลกเหนือระบบการหมุนเวียนของลมเป็นวงในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา ส่วนทางด้านซีกโลกใต้พัดเวียนตามเข็มนาฬิกา เข้าสู่ศูนย์กลางพายุ ความกดอากาศต่ำสุดที่บริเวณศูนย์กลางพายุโดยทั่วไปต่ำกว่า ๑,๐๐๐ มิลลิบาร์ และมีลักษณะอากาศเลวติดตามมาด้วย เช่น ลมแรง ฝนตกหนักมาก เกิดคลื่นสูงใหญ่ในทะเลและน้ำขึ้นสูง
ตรงบริเวณศูนย์กลางพายุเรียกว่า "ตาพายุ" (eye of storm) เป็นบริเวณเล็กๆ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๕ - ๖๐ กิโลเมตร ภายในตาพายุนี้เป็นบริเวณที่มีอากาศแจ่มใส มีเมฆเล็กน้อยบ้างเท่านั้น และมีลมพัดอ่อน พายุหมุนเขตร้อนนี้เกิดขึ้นหลายแห่งในโลก โดยทั่วไปเกิดด้านตะวันตกของมหาสมุทรในเขตร้อนบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร (ยกเว้นในบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ และด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกใต้) เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก ทำความเสียหายให้แก่ทางด้านตะวันออกของทวีปต่างๆ
พายุหมุนเขตร้อนนี้มีชื่อเรียกต่างๆ กันแล้วแต่ท้องถิ่นที่เกิด เช่น ถ้าเกิดด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ในทะเลจีนใต้ และอ่าวไทย เรียกชื่อว่า "พายุไต้ฝุ่น" (typhoon) ถ้าเกิดในบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทะเลแคริบเบียน และอ่าวเม็กซิโก เรียกชื่อว่า "พายุเฮอร์ริเคน" (hurricane) ถ้าเกิดในอ่าวเบงกอลทะเลอาหรับ และในมหาสมุทรอินเดีย เรียกชื่อว่า "พายุไซโคลน" (cyclone) และถ้าเกิดในทะเลติมอร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย เรียกชื่อว่า "วิลลี-วิลลี" (willy-willy)
การแบ่งพายุหมุนเขตร้อน
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกได้แบ่งพายุหมุนเขตร้อนตามความรุนแรงของพายุออกได้เป็น ๔ระดับ ดังนี้
๑. พายุดีเปรสชัน (tropical depression) มีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางไม่เกิน ๓๔ นอต (๖๓ กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
๒. พายุโซนร้อน (tropical storm) มีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางอยู่ระหว่าง ๓๔ - ๔๗ นอต (๖๓ - ๘๗ กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
๓. พายุโซนร้อนอย่างรุนแรง (severe tropical storm) มีความเร็วลมใกล้จุดศูนย์กลางระหว่าง ๔๘ - ๖๓ นอต (๘๘ - ๑๑๘ กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
๔. พายุไต้ฝุ่น (typhoon) มีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลาง ๖๔ นอตขึ้นไป (๑๑๙ กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป)
พายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนตัวผ่านมาถึงประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่มีความรุนแรงในระดับพายุดีเปรสชัน หรือพายุโซนร้อนเท่านั้น
ฝนที่เกิดจากการพาความร้อน (convectional rain)
ในเวลากลางวันเมื่อพื้นดินได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์ อากาศก็จะร้อนขึ้นด้วย โดยอากาศดังกล่าวมีไอน้ำรวมอยู่ด้วย เมื่อไอน้ำลอยตัวสูงขึ้นจะเกิดการเย็นตัวลงตามลำดับ จนถึงจุดที่อากาศมีความชื้นอิ่มตัว และกลั่นตัวเป็นเมฆคิวมูลัส หรือเมฆคิวมูโลนิมบัส และมีฝนตกลงมา
ฝนชนิดนี้จะตกในพื้นที่แคบๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ มีโอกาสตกได้ทุกวัน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - ตุลาคม ซึ่งเป็นระยะที่อากาศในประเทศไทยมีความชื้นมาก เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
ฝนภูเขา (orographic rain)
เกิดจากอากาศชื้นพัดปะทะกับภูเขา ทำให้ลมพัดพุ่งขึ้นไปตามลาดเขาและเย็นตัวลง เมื่อพัดสูงขึ้นไป จนถึงจุดที่อากาศมีความชื้นอิ่มตัว ก็จะกลั่นตัวเป็นเมฆ และตกเป็นฝนทางด้านหน้าเขาซึ่งเป็นด้านต้นลม เช่น ที่จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าเขาขวางทางลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จะมีฝนตกมาก ส่วนด้านหลังเขา อากาศจะพัดจมตัวลงไปตามลาดเขา และอุ่นขึ้น ดังนั้นด้านหลังเขาหรือด้านปลายลมจึงมีฝนตกน้อย