เล่มที่ 23
ไม้ในวรรณคดีไทย (ตอน ๑)
สามารถแชร์ได้ผ่าน :

.

วรรณคดีไทยเรื่อง "พระอภัยมณี" จะแทรกความรู้เรื่องพืชพรรณไม้ด้วย

            พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ให้นิยามคำว่า วรรณคดี ว่าหมายถึง เรื่องหรือหนังสือที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี และคณาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้คำอธิบายเพิ่มเติมไว้ในหนังสือวรรณคดีทัศนา พ.ศ.๒๕๓๘ ว่า วรรณคดีเป็นศิลปะประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดจากจินตนาการของผู้แต่ง ที่มุ่งจะให้ความรู้ ความบันเทิง ประสบการณ์ และแง่คิดต่างๆ โดยใช้ภาษาเป็นสื่อ ดังนั้น วรรณคดีไทย จึงหมายถึง หนังสือของไทยที่ได้รับการยกย่องว่า แต่งขึ้นด้วยความประณีต ด้วยศิลปะของการประพันธ์ มีเนื้อเรื่องและลีลาการดำเนินเรื่องที่โน้มน้าวให้ผู้อ่านคล้อยตามได้ อาจเรียกว่า วรรณคดีประจำ ชาติไทยก็ได้

            วรรณคดีส่วนใหญ่มีรูปแบบคำประพันธ์ ๒ รูปแบบ คือ ร้อยกรอง และร้อยแก้ว วรรณคดีแบบร้อยกรอง จะเน้นการเลือกสรรถ้อยคำมาเรียบเรียง ให้สัมผัสคล้องจอง มีรูปแบบที่ชัดเจน และแตกต่างกันไป เช่น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ซึ่งผู้แต่งสามารถแสดงความรู้สึก จินตนาการ และอารมณ์ ได้อย่างลึกซึ้ง จดจำง่าย และถ่ายทอดสืบต่อกันมาได้ง่าย แบบปากต่อปาก เพราะภาษาพูดมีขึ้นก่อนภาษาเขียน และบทร้อย กรองยังมีท่วงทำนองที่ช่วยให้จดจำง่ายยิ่งขึ้นด้วย ส่วนวรรณคดีแบบร้อยแก้วนั้นเป็นคำประพันธ์ที่ นำถ้อยคำมาเรียบเรียงเป็นเรื่องราว ไม่มีสัมผัสคล้องจอง และท่วงทำนองต่างๆ ถึงแม้ว่าจะเลือกสรร ถ้อยคำให้สื่อความหมายได้ดี และไพเราะเพียงใด การจดจำและถ่ายทอดก็ยังยากกว่าร้อยกรองมาก

            วรรณคดีไทยเริ่มมีขึ้นในราชสำนักก่อน เนื้อเรื่องจึงมักเกี่ยวกับกษัตริย์ ขุนนาง และเจ้านาย ชั้นสูง ผู้อ่านส่วนมากเป็นข้าราชสำนัก ซึ่งเป็นผู้มีการศึกษา ในสมัยนั้นๆ ต่อมาจึงขยายลงมาสู่สามัญชน ในยุคเริ่มแรกวรรณคดีเป็นแบบร้อยกรอง ดังนั้น ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ ตอนต้น วรรณคดี เช่น พระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน และรามเกียรติ์ จึงเป็นแบบร้อยกรอง ครั้นเมื่อ วัฒนธรรมตะวันตกเริ่มแพร่เข้ามาสู่สังคมไทยในสมัยรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ รูปแบบวรรณคดีจึงเปลี่ยนไป โดยมีร้อยแก้วเกิดขึ้นมา เนื้อหาเรื่องราวเปลี่ยนแปลงเป็นชีวิตของ สามัญชนบ้าง เช่น วรรณคดีเรื่องมัทนะพาธานิทราชาคริต เงาะป่า เป็นต้น

            แม้ว่าวรรณคดีไทย จะมุ่งให้ความบันเทิง และความเพลิดเพลินแก่ผู้อ่านเป็นสำคัญ แต่จินตกวีได้สอดแทรกเรื่องราวของยุคนั้นสมัยนั้น เข้าไปในเรื่องด้วยอย่างเหมาะสมกลมกลืน นอกจากจะทำให้ผู้อ่านมีความรู้สึก เหมือนได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ด้วยแล้ว ยังเสมือนเป็นกระจกเงา ที่สะท้อนภาพสังคมในยุคนั้น ผู้อ่านจึงได้รับความรู้หลากหลาย ทั้งด้านภาษา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี แนวความคิด ความเชื่อ และความรู้เรื่องพืชพรรณไม้ ไปพร้อมๆ กัน

            ในอดีต วิถีชีวิตของคนไทยเกี่ยวข้อง และสัมพันธ์กับพืชพรรณไม้มาตลอด สิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่อาหารหลัก ผัก ผลไม้ เชื้อเพลิง ในการหุงต้มอาหาร เส้นใยที่ถักทอเป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม แม้แต่เครื่องประทินผิวเพื่อความงาม ของผู้หญิงก็ได้มาจากพรรณไม้ เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ก็รักษาด้วยพืชสมุนไพร การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพิธีกรรมทางศาสนาตามความเชื่อของแต่ละ บุคคลก็ใช้พรรณไม้เป็นสำคัญ ดังนั้น วรรณคดี จึงเป็นเสมือนตำราว่าด้วยเรื่องพืชพรรณไม้ที่มี คุณค่ายิ่ง เพราะไม่เพียงแต่บอกถึงความ หลากหลายของพืช ลักษณะ ความงดงาม การมี กลิ่นหอม ยังบอกถึงคุณค่าและการใช้ประโยชน์ ซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาของคนไทยอีกด้วยการ สอดแทรกเรื่องพรรณไม้ในวรรณคดีไทยมักอยู่ใน บทชมป่า ชมสวนเปรียบเทียบความสวยงาม ของพรรณไม้กับผู้หญิง บทเกี้ยวพาราสี และบท อาลัยรัก ผู้อ่านจึงได้ทั้งอรรถรส และความรู้ ไปพร้อมกัน

            วรรณคดีประเภทนิราศ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ระหว่างการเดินทาง จึงถ่ายทอดสภาพบ้านเมือง ธรรมชาติ ลำน้ำ ป่าเขาลำเนาไพร ในเส้นทางที่ผ่านไป ทำให้มีการพรรณาถึงพรรณไม้มากมาย ที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติและอยู่ร่วมกันเป็นสังคมพืช นิราศหลายเรื่อง สะท้อนให้เห็นความสมบูรณ์ของป่า ความบริสุทธิ์สะอาดของแหล่งน้ำ ซึ่งคนสามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้ วรรณคดีนิราศ ที่กล่าวถึงพรรณไม้มากที่สุด ได้แก่นิราศสุพรรณ ของสุนทรภู่ กล่าวถึงพรรณไม้ ๑๘๕ ชนิด และ นิราศธารทองแดงของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ กล่าว ถึงพรรณไม้ ๑๓๓ ชนิด

สายหยุด

            พรรณไม้ในวรรณคดีไทย นอกจากจะเป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองแล้ว ยังมีไม้ปลูก พืชผัก ไม้ผล ไม้ดอกหอม อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นไม้ต่างประเทศ แต่มีการนำเข้ามาปลูกในเมืองไทยเป็นเวลานานมากแล้ว จนเป็นที่รู้จักคุ้นเคยของคน ไทย บางชนิดเจริญเติบโตได้ดี และขยายพันธุ์ไปทั่วท้องถิ่น จนเข้าใจว่า เป็นพืชพื้นเมืองของไทย นอกจากนั้นยังมีไม้ประดับที่ปลูก เพื่อความสวยงามอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน และคนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่า เป็นพรรณไม้ต่างประเทศ ที่เพิ่งนำเข้ามา เช่น ดาวเรือง เบญจมาศ หงอนไก่ ยี่เข่ง และยี่โถ เมื่อได้อ่านวรรณคดีจะทราบได้ ทันทีว่า แท้จริงแล้วไม้ประดับต่างถิ่นเหล่านี้มี ปลูกในเมืองไทยมานานแล้ว บางชนิดมีมาตั้งแต่ สมัยอยุธยา

ปีป

            ชื่อของพรรณไม้บางชนิดในวรรณคดี มีการเขียนสะกดแตกต่างออกไปจากคำทั่วไปบ้าง ทั้งนี้ เพื่อให้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์ เช่น มะม่วง เป็นหมากม่วง ลำใย เป็น รำไย และกระทุ่ม เป็นกทุ่ม เป็นต้น ถึงแม้ว่า วรรณคดีไทยจะให้ความรู้ในเรื่องพรรณไม้อย่าง มากมายและมีคุณค่ายิ่ง แต่บางบทบางตอน อาจมีข้อขัดแย้งกับความเป็นจริงอยู่บ้าง ซึ่งสันนิษฐานได้ว่า อาจเป็นเพราะกลอนพาไป

            ส่วนใหญ่หนังสือพรรณไม้ หรือดอกไม้ในวรรณคดี ที่มีการจัดพิมพ์กันอยู่ จะเน้นไม้ดอกไม้ประดับ และไม้ดอกหอม ดังนั้น เพื่อให้ได้รับความรู้ ที่แตกต่างออกไปบ้าง ในที่นี้ จึงจะเลือกพรรณไม้ในวรรณคดี ที่มีบทบาทสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนไทยในรูปแบบต่างๆ กัน ได้แก่ พันธุ์ไม้ที่ใช้ทำสีย้อมผ้า พันธุ์ไม้ดอกหอมที่ใช้ทำงานประดิษฐ์ต่างๆ และบูชาพระ พันธุ์ไม้ที่เกี่ยวกับขนบธรรมเนียม ประเพณี และความเชื่อ พันธุ์ไม้ที่ใช้เป็นยารักษาโรค พันธุ์ไม้น้ำ และพันธุ์ไม้ชายน้ำ พันธุ์ไม้ประดับต่างถิ่น และพันธุ์ไม้ที่ชื่อมีปัญหา มาบรรยายให้เป็นที่รู้จัก และตระหนักถึงคุณค่า ทั้งนี้ เพื่อให้พันธุ์ไม้เหล่านี้ ได้มีส่วนกระตุ้นให้ผู้อ่านมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์บ้าง

กรรณิการ์