การปฏิรูป กฎหมายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้ใช้กฎหมายตราสามดวงเป็นหลักสำคัญใน การปกครองบ้านเมือง จนกระทั่งเมื่อไทยเปิดประเทศ โดยทำสนธิสัญญาเบาว์ริงกับประเทศอังกฤษในพ.ศ. ๒๓๙๘ และกับประเทศอื่นๆ ในลักษณะเดียวกันอีกหลายประเทศ ได้ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของคนในบังคับชาติต่างๆโดย กฎหมายและศาลไทยไม่สามารถใช้บังคับกับคนเหล่านั้นได้ ในกรณีเกิดการวิวาทกับคนไทยทั้งนี้เพราะชาวต่างประเทศไม่ยอมรับในระบบ กฎหมาย และการศาลของไทย โดยมองว่า กฎหมายตราสามดวงมิได้มีลักษณะเป็นประมวลกฎหมายตามหลักประมวลกฎหมายของยุโรป แต่มีลักษณะเป็นวรรณกรรมที่มีความยาวถึง ๔๑ เล่ม ซึ่งยากที่จะย่นย่อให้เหมาะสมกับการปฏิบัติในศาลได้นอกจากนี้ยังมีการกำหนดบทลงโทษ ที่รุนแรง และทารุณด้วย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินจึงทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้อง ปรับปรุงระบบกฎหมายไทยให้มีความเหมาะสมและทันสมัยมากขึ้น อันจะนำไปสู่การขอยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตได้ในที่สุด
ในการปรับปรุงระบบกฎหมายใหม่นั้น คณะกรรมการที่ตรวจชำระและร่างประมวลกฎหมาย ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๔๐ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมทรงเป็นองค์ประธาน ได้พิจารณาว่าจะเลือกใช้กฎหมายของประเทศใดเป็นหลักในการชำระกฎหมายไทย โดยนำระบบกฎหมายของอังกฤษ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีวิวัฒนาการมาจากคำพิพากษาของศาล และระบบกฎหมายของประเทศที่ใช้ประมวลกฎหมาย ได้แก่ ฝรั่งเศส และเยอรมนีมาเปรียบเทียบกัน ในที่สุดคณะกรรมการได้ลงความเห็นว่า ระบบกฎหมายของประเทศที่ใช้ประมวลกฎหมายมีการแบ่งหมวดหมู่กฎหมายอย่างมี ระเบียบเหมาะสมกับประเทศไทย และที่สำคัญคือ ประเทศต่างๆที่ไทยต้องการปลดเปลื้องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตก็ล้วนแต่ใช้ กฎหมายประมวลกฎหมายทั้งสิ้น ยกเว้นประเทศอังกฤษประเทศเดียวดังนั้นถ้าหากประเทศไทยจะใช้ระบบกฎหมาย ระบบเดียวกับประเทศเหล่านั้น ก็ย่อมทำให้การเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญา เพื่อยกเลิกข้อเสียเปรียบทางกฎหมายและการศาลเป็นไปโดยสะดวกยิ่งขึ้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว ทรงฉลองพระองค์ครุยดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางกฎหมาย
มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
ในการตรวจชำระกฎหมายและจัดทำประมวลกฎหมาย ใหม่ คณะกรรมการเห็นควรให้จัดทำประมวลกฎหมายอาญาก่อนประมวลกฎหมายฉบับอื่นๆ และได้ดำเนินการร่างประมวลกฎหมายอาญาไว้เป็นแนวทาง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งคณะกรรมการร่างกฎหมายขึ้นใหม่อีก ๑ ชุด โดยมีนายยอร์ช ปาดู (George Padoux) นักกฎหมายชาวฝรั่งเศส ซึ่งเข้ารับราชการเป็นที่ปรึกษาในการร่างกฎหมายเป็นประธานคณะกรรมการ คณะกรรมการชุดนี้ได้รับร่างกฎหมายอาญา ที่คณะกรรมการชุดก่อนทำไว้ ไปตรวจชำระ และในที่สุดได้ยกร่างประมวลกฎหมายอาญาขึ้นใหม่ ให้มีลักษณะเป็นระบบประมวลกฎหมายของประเทศที่ใช้ประมวลกฎหมาย ในภาคพื้นทวีปยุโรปอย่างแท้จริง โดยอาศัยเทียบเคียงจากประมวลกฎหมายอาญาของฝรั่งเศส และฮอลันดาเป็นหลัก เมื่องานร่างประมวลกฎหมายอาญาสำเร็จเรียบร้อยแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๑ นับเป็นประมวลกฎหมายฉบับแรกของไทย และเป็นการปรับเปลี่ยนระบบกฎหมายของประเทศไทยให้ทันสมัย เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ ได้นำหลักกฎหมายอาญาอันเป็นที่นิยมกันในประเทศต่างๆ ขณะนั้น มาดัดแปลงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของเมืองไทย แนวความคิดในเรื่องการกระทำผิดและความรับผิดชอบของบุคคลได้เปลี่ยนแปลง ไปจากเดิมมาก โทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายอาญาใหม่มีเพียง ๖ สถาน คือ
๑) ประหารชีวิต
๒) จำคุก
๓) ปรับ
๔) ให้อยู่ภายในเขตที่อันมีกำหนด
๕) ริบทรัพย์
๖) เรียกประกันทัณฑ์บน
หลักเกณฑ์การลงโทษดำเนินไปตามประเทศในภาคพื้นทวีปยุโรป คือ มีการลงโทษผู้สมรู้ร่วมคิดกระทำผิด กำหนดอัตราโทษขั้นสูงและขั้นต่ำ เหตุลดหย่อนผ่อนโทษและเพิ่มโทษ การลงโทษผู้กระทำผิดหลายครั้งโดยไม่หลาบจำ การลงโทษผู้กระทำความผิดที่ยังเป็นผู้เยาว์ นอกจากนี้ประมวลกฎหมายอาญาฉบับนี้ ยังมีแนวคิดที่แยกคดีแพ่ง ออกจากคดีอาญาอย่างชัดเจน ซึ่งในกฎหมายตราสามดวงยังปะปนกันอยู่

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม
ทรงเป็นองค์ประธานในการปรับปรุงระบบกฎหมายใหม่ ใน พ.ศ. ๒๔๔๐
หลังจากที่ได้ใช้กฎหมายลักษณะอาญา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑ แล้ว งานร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงเริ่มขึ้น แต่ดำเนินการได้เพียงเล็กน้อยก็สิ้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว งานร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ทำอย่างจริงจังในรัชสมัยพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากนั้นงานร่างกฎหมายก็ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อกฎหมายลักษณะใดร่างเสร็จก็ประกาศใช้ก่อน จนในที่สุดได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายครบบริบูรณ์ใน พ.ศ. ๒๔๗๘ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายลักษณะอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม นับเป็นประมวลกฎหมายที่ทันสมัย เป็นที่เชื่อถือได้ตามมาตรฐานของระบบกฎหมายสากล ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับเอกราชทางกฎหมายและการศาลกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ ใน พ.ศ. ๒๔๘๑