มันแกว คนไทยรู้จักมันแกวเป็นอย่างดี และรู้จักนานมาแล้ว รู้จักกินหัวมันแกวเป็นอาหาร ส่วนใหญ่กินหัวมันแกวสด แบบเดียวกับการกินผลไม้ ปริมาณการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีการปลูกมันแกวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากใช้บริโภคภายในประเทศแล้ว เรายังสามารถส่งมันแกวเป็นสินค้าออก โดยส่งไปขายยังประเทศใกล้เคียง เช่น ลาว และมาเลเซียอีกด้วย ชาวไร่ทั่วประเทศผลิตมันแกว ได้ประมาณ ๔๗,๔๔๓ ตัน (สถิติปี พ.ศ. ๒๕๑๐) คิดเป็นมูลค่าประมาณ ๔๗ ล้านบาท คาดว่าปริมาณ และมูลค่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ | |||||||
| เนื่องจากปริมาณการบริโภคภายในประเทศ เพิ่มขึ้น และมีการส่งมันแกวเป็นสินค้าออกไป ยังประเทศเพื่อนบ้าน ปริมาณการผลิตจึงเพิ่มขึ้น เนื้อที่ปลูกมันแกวได้เพิ่มขึ้นจาก ๓๓,๖๓๘ ไร่ ใน ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็น ๕๗,๓๓๖ ไร่ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ผลิตผลที่เพิ่มจาก ๓๑,๒๒๖ ตัน ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็น ๕๒,๗๔๘ ตัน ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ | ||||||
ประวัติความเป็นมาและแหล่งปลูก มันแกวมีชื่อภาษาอังกฤษว่า แยมบีน (yam bean) เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก และประเทศในแถบอเมริกากลาง ชาวสเปนได้นำมาปลูกในฟิลิปปินส์ ปัจจุบันได้มีการปลูกมันแกวกันโดยทั่วไปในประเทศแถบร้อน ได้แก่ แอฟริกาตะวันออก อินเดีย จีน และประเทศไทย เป็นต้น ในประเทศไทยมีการปลูกมันแกวมานานแล้ว อาจจะเป็นไปได้ว่า ชาวญวนเป็นผู้นำเข้ามาปลูกทาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือมีคนไทยนำเข้ามาจากประเทศเวียดนาม เข้ามาปลูกทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะประชาชนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกชาวญวนว่า "แกว" จึงเรียกมันนี้ว่า มันแกว แต่ไม่มีการยืนยันข้อสันนิษฐานนี้ ปี พ.ศ. ๒๕๐๗-๒๕๑๑
ผลผลิตโดยทั่วไปประมาณ ๑-๒ ตันต่อไร่ ราคาขายส่งประมาณ กก. ละ ๑.๐๐-๒.๐๐ บาท ราคาขายปลีกประมาณ กก. ละ ๑.๕๐-๓.๐๐ บาท |
ปัจจุบันมีการปลูกมันแกวอยู่เกือบทั่วประเทศ มีปริมาณมากบ้างน้อยบ้างตามความเหมาะสมกับภูมิประเทศ มีปลูกมากอยู่ใน ๕๔ จังหวัด ปลูกมากที่สุดในภาคกลาง ประมาณ ๒๕,๐๐๐ ไร่ จังหวัดที่ปลูกมาก ได้แก่ สระบุรี ชลบุรี สมุทรสาคร รองลงไป ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดที่ปลูกมากได้แก่ มหาสารคาม หนองคาย ขอนแก่น ภาคเหนือปลูกไม่มากนัก ที่จังหวัดลำปาง เชียงราย ส่วนภาคใต้ปลูกมันแกวน้อยกว่าภาคอื่นๆ มีปลูกมากในจังหวัดสุราษฎร์ธานี |
|
จังหวัดที่ปลูกมันแกวมากที่สุดของประเทศ ได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม มีเนื้อที่เพาะปลูกถึง ๘,๓๖๔ ไร่ ให้ผลิตผล ๗,๑๑๕ ตัน (สถิติปี พ.ศ.๒๕๑๑) |
| ลักษณะทั่วไป มันแกวเป็นไม้เถาเลื้อย ใบคล้ายใบถั่ว หัวอวบ หัวมีขนาดแตกต่างตามชนิดพันธุ์ ที่พบมากเป็นพวกหัวใหญ่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๑๕ ซม. สีน้ำตาลอ่อน |
ลักษณะทางพฤกษศาตร์ มันแกวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า แพคีร์ริซุส อิโรซุส (แอล) เออร์บัน (Pachyrrhizus erosus (L) Urban.) เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง ต้นมีขนเป็น เถาเลื้อย ต้นอาจจะยาวถึง ๕.๕ เมตร ไม่แตกแขนง หัวอวบ มีขนาดใหญ่ โคนต้นเนื้อแข็ง ใบประกอบด้วยใบย่อย ๓ ใบ ใบย่อยมีจักใหญ่ ดอกสีชมพูหรือขาว ช่อดอกยาว ๑๕-๓๐ ซม. ฝักมีขนาดยาวประมาณ ๗-๑๕ ซม. ฝักเมื่อแก่จะเรียบ มี ๘-๑๐ เมล็ด เมล็ดมีสีน้ำตาลหรือแดง ลักษณะจัตุรัสแบนๆ ต้นหนึ่งๆ มีหัวเดียว หัวอาจเป็นหัวเรียบๆ หรือเป็นพู มีรูปร่างแตกต่างกันมาก ส่วนมากหัวมีสี่พู ส่วนที่อยู่ใต้ดินมีอายุข้ามปี แต่ส่วนบนดิน คือ ต้นใบมีอายุปีเดียว | |
| ชนิด มันแกวที่ปลูกรับประทานมีชนิดใกล้เคียงกันกับ พี อิโรซุส (P. erosus) ดังกล่าวข้างต้นก็มี พี ทูเบอโรซุส (P. tuberosus) ซึ่งแตกต่างจาก พี อิโรซุส เล็กน้อย ที่มีใบย่อยใหญ่ ดอกสีขาว หัวมีขนาดใหญ่กว่า ฝักใหญ่กว่า มีความยาว ๒๕-๓๐ ซม. เมล็ดแบนใหญ่ |
มันแกวที่ปลูกมากในประเทศไทย ที่พบมี ๒ ชนิดใหญ่ๆ คือ พันธุ์หัวใหญ่ กับพันธุ์หัวเล็ก ไม่มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน นอกจากเรียกตามชื่อท้องที่ที่ปลูก เช่น มันแกวเพชรบุรีบ้าง มันแกวลพบุรีบ้าง มันแกวบ้านหมอบ้าง ทางแถบสระบุรี เรียกพันธุ์ "ลักยิ้ม" เพราะเมล็ดมีรอยบุ๋ม ทางจังหวัดมหาสารคามมีพันธุ์งาช้าง |
ฤดูปลูก มันแกวขึ้นได้ในดินฟ้าอากาศหลายชนิด ชอบอากาศค่อนข้างร้อน มีฝนปานกลาง ในอากาศที่หนาว ระยะเจริญเติบโตจะยาวนาน ในการผลิตหัวต้องการวันสั้น ถ้าปลูกในที่ที่มีวันยาวถึง ๑๔-๑๕ ชั่วโมง การเจริญเติบโตดี แต่ไม่ผลิตหัว ควรปลูกในระยะต้นถึงปลายฤดูฝน เพื่อเก็บหัวในฤดูแล้ง ถ้าปลูกฤดูแล้งหลังจากฝนหมดแล้ว จะมีหัวในเวลาไม่นานนัก เช่น ปลูกเดือนพฤศจิกายน จะเก็บหัวได้ในราวเดือนมกราคม หรือกุมภาพันธ์ แต่จะได้หัวเล็ก เพื่อให้ได้หัวโต ควรปลูกราวเดือนมิถุนายน |
|
การเลือกและการเตรียมที่ มันแกวชอบดินที่มีการระบายน้ำดี มีการเตรียมดินดี ไม่ชอบดินเหนียวน้ำขัง ชอบดินร่วนทราย การเตรียมดินก็เป็นเช่นเดียวกับการปลูกพืชไร่อื่นๆ มีการไถพรวน พรวนให้ดินร่วนซุยดี เก็บวัชพืชให้หมด และยกร่อง เพื่อปลูกมันแกวบนสันร่อง | |
| |
วิธีปลูก ปลูกด้วยเมล็ดเป็นส่วนใหญ่ มีบางครั้งปลูก โดยใช้หัว เพื่อรักษาลักษณะที่ดีไว้ ปลูกหลุมละ ๒-๓ เมล็ด ในบางประเทศปลูกโดยใช้ระยะระหว่างแถว ๖๐-๗๕ ซม. ระยะระหว่างหลุม ๓๐-๔๐ ซม. อินเดีย และฟิลิปปินส์ ใช้ระยะระหว่างแถว ๑๕-๒๐ ซม. ระหว่างต้น ๑๐ ซม. ผลการทดลอง ใช้ระยะ ๑๕ x ๑๕ ซม. ให้ผลดี ประเทศไทยปลูก โดยวิธียกร่อง ระยะระหว่างแถว ๘๐-๑๐๐ ซม. ระหว่างต้นแตกต่างกัน ชนิดหัวเล็กต้นห่างกัน ๑๐- ๒๐ ซม. ชนิดหัวใหญ่ห่างกัน ๓๐-๕๐ ซม. ถ้าไม่ ยกร่องระยะระหว่างแถวแคบกว่านี้เล็กน้อย ในเนื้อที่ ๑ ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ ๘ กก. หรือประมาณครึ่งถัง | |
การทำค้าง มันแกวที่ปลูกฤดูฝน สิ่งสำคัญในการปฏิบัติ ได้แก่ การทำค้างให้ต้นมันแกวเลื้อย ใช้ไม้ไผ่ หรือกิ่งไม้สูงประมาณ ๒-๓ เมตร ปักให้ต้นมันแกวเลื้อย และช่วยจัดให้ยอดของมันแกวเลื้อยขึ้นไปตามไม้ที่ปัก การปลูกมันแกวฤดูแล้งไม่ต้องทำค้าง |
|
การพรวนดิน ถ้าปลูกฤดูฝน ควรพรวนดินพร้อมกับกำจัดวัชพืช ไม่ให้วัชพืชขึ้นปกคลุมต้นมันแกว ปกติต้องกำจัดวัชพืช ๒-๓ ครั้ง สำหรับการปลูกมันแกว ในฤดูแล้งไม่ให้น้ำ ไม่ต้องพรวนดิน และกำจัดวัชพืช การเด็ดยอด การปลูกมันแกวในฤดูฝนนั้น จำเป็นต้องเด็ดยอดและดอก ถ้าไม่เด็ดมันแกวจะเจริญเติบโตทาง ต้น ใบ ดอก ฝัก ทำให้มีหัวเล็ก การเด็ดยอดและดอก จึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ถ้าปลูกต้นฤดูฝนในราวเดือนมิถุนายน ทำการเด็ดยอด ๓ ครั้ง ครั้งแรกอายุ ๒ เดือน ขณะที่เถายาวประมาณ ๑- ๑.๕ เมตร ครั้งที่สอง อายุประมาณ ๓ เดือน และครั้งที่สามอายุประมาณ ๔ เดือน หรือจะเด็ดเพียง ๒ ครั้ง เมื่ออายุ ๒ กับ ๔ เดือนก็ได้ ถ้าปลูกปลายฝน เด็ดยอดครั้งเดียวเป็นการเพียงพอ แต่ถ้าปลูกหลังฤดูฝน ไม่ต้องทำการเด็ดยอดเลย สำหรับการปลูกมันแกว เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ทำพันธุ์ปลูก ไม่ต้องทำการเด็ดยอดและดอก ปล่อยให้เจริญเติบโตตามปกติ เพื่อให้ได้เมล็ดมาก และเมล็ดมีคุณภาพดี ในทางปฏิบัติ กสิกรเด็ดยอดโดยการใช้ไม้คล้ายไม้เรียว หวดให้ยอดขาด หรือหักไม่ให้เจริญเติบโตต่อไป การใส่ปุ๋ย ส่วนใหญ่ใช้ปุ๋ยคอก ปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินแต่ละแห่ง ในต่างประเทศใช้ปุ๋ยผสม เกรด ๑๒-๒๔-๑๒ ในอัตรา ๕๐-๖๕ กก./ไร่ ก่อนปลูก และเพิ่มแอมโมเนียมซัลเฟตอีกประมาณ ๓๐ กก./ไร่ เมื่อต้นมันแกวเริ่มเลื้อย โรคและแมลง ไม่ปรากฏว่ามีโรคและแมลงที่รบกวนต้นมันแกวมากนัก ผลผลิตโดยทั่วไปในเนื้อที่ ๑ ไร่ จะได้หัวมัน แกวสดประมาณ ๒-๖ ตัน การเก็บหัวและรักษา มันแกวที่ปลูกฤดูฝนจะแก่เมื่ออายุประมาณ ๕-๘ เดือน แต่ถ้าจะเก็บเมล็ด ต้องใช้เวลาประมาณ ๑๐ เดือน ให้สังเกตดูใบมันแกว เมื่อใบเปลี่ยนเป็น สีเหลือง แสดงว่าเริ่มเก็บหัวได้แล้ว มันแกวชนิดหัวเล็กปลูกหลังฤดูฝน เก็บได้เมื่ออายุ ๓ เดือน | |
| |
ถ้าปลูกน้อย เก็บโดยการขุดด้วยจอบ เสียม ถ้าปลูกมากอาจใช้ไถพลิกหัวมันแกวขึ้นมา เมื่อเก็บหัวมาแล้วล้างน้ำให้สะอาด แล้วส่งตลาด หรือเก็บ รักษาไว้ต่อไป | |
| |
การเก็บรักษามันแกวที่ดีวิธีหนึ่ง คือ ไม่ขุดขึ้นจากดิน วิธีนี้จะสามารถทิ้งหัวมันแกวไว้ในดิน ได้อีกประมาณ ๒-๓ เดือน โดยไม่ให้น้ำ หัวจะไม่เสีย เพียงแต่แห้งไปบ้าง และจะมีรสหวานมากขึ้น ถ้าขุดขึ้นมาแล้ว จะเก็บรักษาได้โดยเก็บไว้ ในอุณหภูมิ ๐ องศาเซลเซียส จะเก็บได้นานประมาณ ๒ เดือน ประโยชน์ องค์ประกอบของส่วนต่างๆ ของมันแกว มีดังนี้ |
| หัว หัวมันแกวประกอบด้วยแป้งและน้ำตาล และมีวิตามินซีมาก ผลจากการวิเคราะห์ประกอบด้วย ความชื้นร้อยละ ๘๒.๓๘ โปรตีนร้อยละ ๑.๔๗ ไขมันร้อยละ ๐.๐๙ แป้งร้อยละ ๙.๗๒ น้ำตาลร้อยละ ๒.๑๗ non-reducing sugar ร้อยละ ๐.๕๐ เหล็ก (Fe) ๑.๑๓ มิลลิกรัมต่อ ๑๐๐ กรัมของโปรตีนที่กินได้ แคลเซียม (Ca) ๑๖.๐ มิลลิกรัม ไทอามีน ๐.๕ มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน ๐.๐๒ มิลลิกรัม กรดแอสโคนิก ๑๔ มิลลิกรัม |
ฝัก ฟิลิปปินส์ทำการวิเคราะห์ฝักปรากฏว่า ประกอบด้วยความชื้นร้อยละ ๘๖.๔ โปรตีนร้อยละ ๒.๖ ไขมันร้อยละ ๐.๓ คาร์โบไฮเดรตร้อยละ ๑๐.๐ เส้นใยร้อยละ ๒.๙ เถ้าร้อยละ ๐.๗ แคลเซียม ๑๒๑ มิลลิกรัม/๑๐๐ กรัม ฟอสฟอรัส (P) ๓๙ มิลลิกรัม เหล็ก ๑.๓ มิลลิกรัม วิตามินเอ 575 IU ไทอามิน ๐.๑๑ มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน ๐.๐๙ มิลลิกรัม ไนอาซิน ๐.๘ มิลลิกรัม | |
| |
เมล็ด ประกอบด้วยน้ำมันที่ใช้กินได้ร้อยละ ๒๐.๕-๒๘.๔ ผลการวิเคราะห์เมล็ดประกอบด้วย ความชื้นร้อยละ ๖.๗ โปรตีนร้อยละ ๒๖.๗ น้ำมันร้อยละ ๒๗.๓ คาร์โบไฮเดรตร้อยละ ๒๐.๐ เส้นใย ร้อยละ ๗.๐ เถ้าร้อยละ ๓.๖๘ เมล็ดแก่เป็นพิษ เนื่องจากประกอบด้วย โรตีโนนร้อยละ ๐.๑๒-๐.๔๓ และไอโซฟลาวาโนน และ ทุฟูราโน -๓- ฟีนิล ดูมาริน ส่วนที่ใช้เป็นประโยชน์ของมันแกว ส่วนใหญ่คือ หัว หัวสดใช้เป็นอาหาร เป็นผลไม้และผัก หรือจะใช้หุงต้มปรุงอาหารก็ได้ หัวเล็กๆ หรือเศษของหัวใช้เลี้ยงสัตว์ ฝักอ่อนต้มรับประทานเป็นผัก เมล็ดใช้ทำพันธุ์ เมล็ดแก่ป่นหรือบด ใช้เป็นยาฆ่าแมลง หรือใช้เป็นยาเบื่อปลาได้ ใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนัง ฝักแก่ และเมล็ดแก่เป็นพิษต่อการบริโภคของคนและสัตว์ เนื่องจากเมล็ดมีน้ำมัน ซึ่งคล้ายน้ำมันจากเมล็ดฝ้าย น้ำมันจากเมล็ดมันแกวกินได้ ต้นหรือเถามันแกวมีความเหนียว ในประเทศฟิจิ ใช้ทำแห อวน ได้ |