อนุกรมอุปราคาซาโรส เมื่อการเกิดอุปราคาต้องขึ้นอยู่กับดิถีของดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ ในภาวะที่เหมาะสม คือ ดวงจันทร์ต้องอยู่ในวันเพ็ญหรือวันเดือนมืด และดวงอาทิตย์ต้องอยู่ใกล้โนดของดวงจันทร์ อุปราคาจะเกิดซ้ำใหม่ได้เมื่อครบรอบระยะเวลาหนึ่ง ระยะเวลาที่จะเป็นได้ ต้องได้เดือนจันทรคติ (๒๙.๕๓๐๕๙ วัน) และปีอุปราคา (๓๔๖.๖๒ วัน) มีตัวคูณร่วมน้อยพอดีกัน ระยะเวลานี้จะหาได้อย่างใกล้เคียงที่สุด เท่ากับ ๒๒๓ เดือนจันทรคติ ซึ่งเท่ากับ ๖,๕๘๕.๓๒ วัน น้อยกว่า ๑๙ ปี อุปราคาเพียง ๐.๔๖ วัน ระยะเวลานานนี้ชาวชาลดีน (Chaldean) โบราณเป็นผู้พบนานกว่าสอง พันปีมาแล้ว เขาให้ชื่อว่า ซาโรส (saros) ซึ่งมีความหมายว่า การซ้ำ ภายหลังการเกิดอุปราคา ครั้งหนึ่งขึ้นแล้ว จากเวลานั้นอีก ๖,๕๘๕.๓๒ วัน ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์จึงจะอยู่ใน ตำแหน่งซึ่งมีความสัมพันธ์คล้ายกันและจะเกิดอุปราคาอีกครั้งหนึ่ง ในระยะเวลาหนึ่งซาโรส จะมี อุปราคาเกิดขึ้นหลายครั้ง อุปราคาที่เกิดเป็นจันทรุปราคา ๒๙ ครั้ง และสุริยุปราคา ๔๑ ครั้ง ในทั้งหมดนี้ จะเป็นสุริยุปราคาเต็มดวง ๑๐ ครั้ง และอุปราคาเหล่านี้จะเกิดใกล้เคียงกับซาโรสถัดไป แต่จะเป็นได้ที่ลองจิจูด ๑๒๐° ตะวันตก ห่างออกไปจากเดิม ระหว่างเวลานั้นโลกได้หมุนตัวไปแล้ว ประมาณ ๖,๕๘๕ ๑/๓ | ||
| ||
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงคำนวณเวลาการเกิดคราสต่างๆ ในสุริยุปราคา ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเห็นดวงอาทิตย์ถูกบังมืดไม่หมดดวง และที่หว้ากอ ซึ่งอยู่ใกล้เขาสามร้อยยอด ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อันเป็นสถานที่ ซึ่งเห็นสุริยุปราคามืดหมดดวง
|
เพื่อน้อมเกล้าฯ รำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณในพระราชกรณียกิจ อันเกี่ยวกับสุริยุปราคา จึงขออัญเชิญประกาศเรื่องสุริยุปราคาหมดดวงมาตีพิมพ์ไว้ในที่นี้ด้วย
สุริยุปราคาหมดดวงได้เกิดขึ้น เห็นได้ในประเทศไทยอีกเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๑๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ ให้ทางราชการช่วยเหลือคณะนักดาราศาสตร์อังกฤษ ซึ่งมีศาสตราจารย์ อาเทอร์ ชูสเตอร์ (Arthur Schuster) เป็นหัวหน้าเข้ามาทำการส่องดูสุริยุปราคาที่แหลมเจ้าลาย ในจังหวัดเพชรบุรี เวลาเต็ม คราสครั้งนี้นานไม่ถึง ๕ นาที ความมืดมัวของท้องฟ้า เกือบๆ เท่าพระจันทร์วันเพ็ญแต่ไม่มืดมัว เท่าสุริยุปราคาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ | |||
| |||
วันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้มีสุริยุปราคาหมดดวงเห็นได้ทางภาคใต้ของประเทศ ไทย ได้มีคณะนักดาราศาสตร์อังกฤษและคณะนักดาราศาสตร์เยอรมัน ได้ขอพระบรมราชานุญาตให้ เข้ามาทำการวัดสังเกตการณ์สุริยุปราคาครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน พระบรมราชานุเคราะห์ให้ทางราชการได้ช่วยเหลือเป็นอย่างดี คณะเยอรมันตั้งถ่ายเครื่องมือวัดที่ ใกล้สถานีรถไฟโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี คณะอังกฤษตั้งถ่ายเครื่องมือวัดที่สนามหน้าจังหวัด เวลา เต็มคราสนานประมาณ ๕ นาที เวลานั้นท้องฟ้ามืดมาก ในรัชกาลปัจจุบัน ได้มีสุริยุปราคาหมดดวงเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๘ คณะ นักดาราศาสตร์อเมริการับทำการวัดที่บริเวณพระราชวังบางปะอิน เวลาเต็มคราสนานกว่า ๖ นาที ความมืดสลัวท้องฟ้าเวลาเต็มคราสไม่มากเท่าครั้งที่ปัตตานี ที่กรุงเทพฯ เห็นสุริยุปราคาหมดดวง เหมือนกัน แต่น้อยกว่า ๖ นาที โดยที่สุริยุปราคาหมดดวงเป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าดูที่สุด และเป็นโอกาสให้ นักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาค้นคว้าได้โดยที่ไม่มีทางจะทำได้ในเวลาอื่น ทุกครั้งที่มีสุริยุปราคาหมด ดวงจะต้องมีนักดาราศาสตร์ไปตั้งเครื่องทำการส่องดูสุริยุปราคานั้น ตามวิถีโคจรของสุริยุปราคา ไม่ ว่าตำบลที่จะเห็นสุริยุปราคาได้นั้นอยู่ห่างไกลจากบ้านเมืองของนักดาราศาสตร์มากเท่าใด ยิ่งเมื่อ การคมนาคมเจริญและสะดวกยิ่งขึ้นกว่าสมัยก่อน ก็เป็นอันหวังได้แน่นอนว่าต้องมีนักดาราศาสตร์ ทำการส่องสุริยุปราคาหมดดวงหลายคณะด้วยกันทุกครั้ง แยกย้ายกันไปตามวิถีโคจรของสุริยุปราคา นั้น บางแห่งในที่กันดารไกลจากบ้านเมือง ต้องมีการเตรียมตั้งเครื่องมือทำการส่องเป็นเวลาหลาย เดือน และพอถึงกำหนดเวลาสุริยุปราคาจริง บางที่อากาศไม่ดี ไม่ได้ผลอะไรเลย สืบเนื่องจากสุริยุปราคาหมดดวง พ.ศ. ๒๔๑๑ นักดาราศาสตร์ได้ความคิดไปทำการศึกษา ค้นคว้าต่อมา จนได้พบว่าที่ดวงอาทิตย์มีฮีเลียม และต่อมาก็ได้ค้นพบมีฮีเลียมในโลกเรา ฮีเลียมนี้ เป็นผลิตผลของการแปลงกัมมันตภาพรังสี (radioactive transformation) เกือบทุกราย | |||
| |||
สุริยุปราคาหมดดวง นานๆ จะเกิดให้เห็นซ้ำที่เดิม สุริยุปราคาวงแหวนก็คล้ายกันนานๆ จึง จะเกิดให้เห็นซ้ำที่เดิม แต่ก็ยังเกิดบ่อยครั้งกว่าสุริยุปราคาหมดดวง สุริยุปราคาวงแหวนเป็นปรากฏ การณ์ที่น่าดูแต่ไม่ตื่นเต้นเท่าสุริยุปราคาหมดดวง และมีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์น้อยกว่ากันด้วย ในที่นี้จะนำมากล่าวเฉพาะรายที่เกิดขึ้นเห็นในประเทศไทยเมื่อไม่นานมากนัก |
เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๑ ได้เกิดสุริยุปราคาวงแหวน เห็นได้ในประเทศไทยหลาย แห่งในพื้นที่กว้างประมาณ ๒๖๐ กิโลเมตร ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไปจนถึงจังหวัดอุบล- ราชธานี ที่กรุงเทพฯ เห็นวงแหวนเต็มกลางดวงเมื่อเวลา ๙ นาฬิกา ๙ นาที และเป็นวงแหวนนาน ประมาณ ๖ นาที สุริยุปราคาวงแหวนครั้งสุดท้ายที่เห็นในประเทศไทยเกิดเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๘ เห็นวงแหวนที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง เพชรบูรณ์ และสุรินทร์ เป็นรูปวงแหวนประมาณ ๓ นาทีที่เชียงใหม่ และ ๔ นาทีที่สุรินทร์ ที่กรุงเทพฯ แลเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน ไม่เป็น วงแหวน |