เล่มที่ 31
พรรคการเมืองไทย
สามารถแชร์ได้ผ่าน :
การจัดองค์การของพรรคการเมืองไทย

            ในฐานะที่เป็นองค์กรอย่างหนึ่งในสังคมที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ พรรคการเมืองจึงจำเป็นต้องมีกระบวนการในการทำงาน หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องมีการจัดองค์การ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

            กระบวนการที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการจัดองค์การของพรรคการเมืองก็คือ การระดมทรัพยากรทั้งหลาย เช่น ตัวบุคคล วิธีการจัดการ และเงิน มาใช้ในการดำเนินการด้านต่างๆ และประสานงานระหว่างหน่วยงานของพรรค เพื่อให้ประสบความสำเร็จ ในการทำงานทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้ง การทำงานด้านนิติบัญญัติ การบริหารประเทศในฐานะรัฐบาล หรือการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอื่นๆ

            ดังนั้น การที่จะบรรลุเป้าหมายในการจัดองค์การดังกล่าวนี้ได้ อย่างน้อยที่สุด พรรคการเมืองจะต้องดำเนินการรับบุคคลกลุ่มต่างๆ เข้ามาเป็นสมาชิก จัดตั้งสาขาพรรค กำหนดแบบแผนในการดำเนินงาน หรือโครงสร้างพรรค และหารายได้จากแหล่งต่างๆ เข้าพรรค มิฉะนั้น พรรคจะไม่มีทั้งคน แบบแผนในการบริหาร และทุนในการทำงานทางการเมือง

การรับสมาชิกของพรรคการเมือง

            การรับสมาชิกของพรรคการเมืองไทยในปัจจุบัน จะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ กฎหมายพรรคการเมืองฉบับนี้ ได้ระบุคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิก ของพรรคการเมืองไว้ว่า ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ และไม่มีลักษณะที่ต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้แล้ว กฎหมายดังกล่าว ยังมีข้อบังคับ ให้พรรคการเมืองต้องดำเนินการ จัดหาสมาชิกจากทุกภาคให้ได้ ไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ คน ภายใน ๑๘๐ วัน นับตั้งแต่จดทะเบียนก่อตั้งพรรค


การประชุมของพรรคการเมือง ร่วมกับสมาชิกพรรค

            นอกจากคุณสมบัติและจำนวนสมาชิกที่จะต้องเป็นไปตามกฎหมายแล้ว พรรคการเมืองไทยแต่ละพรรคมักวางระเบียบ ในการรับสมาชิก เพิ่มเติมเข้าไปด้วย ดังที่เรามักจะเห็นในระเบียบของพรรคต่างๆ เกี่ยวกับประเภทของสมาชิก คุณสมบัติของผู้สมัครเป็นสมาชิก วิธีการรับสมาชิก ค่าลงทะเบียนสมาชิก และค่าบำรุงพรรค


ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์


            ในด้านประเภทของสมาชิกพรรคการเมืองไทย ส่วนใหญ่มักวางระเบียบให้มีสมาชิกมากกว่า ๑ ประเภท กล่าวคือ ทุกพรรคจะรับสมาชิกสามัญจากประชาชนทั่วไปเหมือนๆ กัน แต่จะมีสมาชิกพิเศษเพิ่มเติมเข้ามาอีกอย่างน้อย ๑ ประเภท สมาชิกประเภทนี้ อาจมีชื่อ และคุณสมบัติต่างกันไปตามที่แต่ละพรรคการเมืองกำหนด เช่น สมาชิกกิตติมศักดิ์ สมาชิกสมทบ สมาชิกวิสามัญ และสมาชิกผู้บริหาร ซึ่งสมาชิกสมทบ และสมาชิกวิสามัญ มักจะรับจากผู้ที่ขาดคุณสมบัติบางอย่าง ของสมาชิกสามัญ เช่น อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ส่วนสมาชิกกิตติมศักดิ์ หรือสมาชิกผู้บริหารเป็นบุคคลที่พรรคเจาะจง เชิญเข้ามาเป็นสมาชิก ในขณะที่การมีสมาชิกสมทบ หรือสมาชิกวิสามัญ แสดงถึงความพยายามของพรรคการเมืองไทยบางพรรค ที่จะสร้างพรรคของมวลชน การกำหนดให้มีสมาชิกกิตติมศักดิ์ หรือสมาชิกผู้บริหาร ก็สะท้อนถึงแนวคิดแบบพรรคของชนชั้นนำ ที่มีอยู่ในพรรคการเมืองไทย เพราะสมาชิกประเภทนี้ มีสถานภาพบางอย่าง เหนือกว่าสมาชิกสามัญทั่วไป อาทิ เป็นผู้มีอุปการคุณต่อพรรค เป็นผู้ที่กรรมการบริหารพรรคมีมติให้เชิญมาเป็นสมาชิก และเป็นผู้มีคุณสมบัติพิเศษ ที่พรรคเชิญให้เป็นสมาชิก

            กรณีของการรับสมาชิกสามัญพรรคการเมืองไทยบางพรรคยังระบุคุณสมบัติของผู้สมัครเพิ่มเติมว่า ต้องมีความเลื่อมใส ในอุดมการณ์ของพรรค บ้างก็วางระเบียบให้การอนุมัติให้ผู้ใดเป็นสมาชิกพรรค จะต้องเป็นมติ ของคณะกรรมการบริหารพรรค ขณะที่บางพรรคไม่ได้กำหนดเงื่อนไขพิเศษใดๆ

ที่ทำการพรรคไทยรักไทย

            ไม่ว่าพรรคการเมืองจะมีทิศทางในการ รับสมาชิกพรรคอย่างไร แต่ส่วนใหญ่แล้ว มักมีสมาชิกจำนวนจำกัด การเติบโตของจำนวนสมาชิกเป็นไปอย่างเชื่องช้า พรรคการเมืองหลายพรรค พยายามหาสมาชิกเข้าพรรค เพื่อที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นพรรคของมวลชน แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ถึงแม้ว่า แต่ละพรรคการเมืองจะมีจำนวนของสมาชิก เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด แต่คนเหล่านั้น ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นสมาชิกพรรคเพียงในนาม และไม่เคยมีบทบาทใดๆ ในพรรค หลายคนอาจเป็นสมาชิกพรรคการเมืองมากกว่า ๑ พรรค บางคนอาจมีชื่อเป็นสมาชิกพรรคการเมือง โดยไม่รู้ตัว เพราะมีผู้นำชื่อไปใส่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง โดยที่ไม่ได้แจ้งให้ทราบ

สาขาของพรรคการเมือง

            ด้วยเหตุที่กฎหมายพรรคการเมืองฉบับปัจจุบันมีข้อบังคับให้พรรคการเมืองแต่ละพรรคต้องมีสาขาอย่างน้อยภาคละ ๑ สาขา ภายใน ๑๘๐ วัน นับตั้งแต่จดทะเบียนก่อตั้งพรรค ทุกพรรคการเมืองจึงจำเป็นต้องจัดตั้งสาขาพรรคขึ้นในทุกภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การขยายสาขา ของพรรคการเมืองไทยก็ช้าพอๆ กับการเติบโตของสมาชิกพรรค พรรคการเมืองส่วนใหญ่ จึงไม่ค่อยมีสาขาพรรค แม้กระทั่งพรรคการเมืองเก่าแก่ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังมีสาขาพรรคไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น จนถึง พ.ศ. ๒๕๔๙ พรรคนี้ยังมีสาขาอยู่เพียง ๑๙๔ แห่งทั่วประเทศ แต่ก็นับว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีสาขาพรรคมาก ทั้งนี้เพราะ ใน พ.ศ. ๒๕๔๙ พรรคชาติไทยที่เก่าแก่รองลงมา มีสาขาพรรคเพียง ๙ แห่ง เท่านั้น



ที่ทำการพรรคชาติไทย

            อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรรคการเมืองไทยอ้างว่าเป็นสาขาพรรค มักจะเป็นเพียงศูนย์ในการหาเสียงเลือกตั้ง หรือที่ทำการ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคในเขตเลือกตั้งเท่านั้น ศูนย์หรือที่ทำการเหล่านี้ ไม่ได้ทำหน้าที่ของสาขาพรรค แต่อย่างใด นอกจากรับข้อร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ และให้ความช่วยเหลือในบางเรื่องแทนนักการเมือง มากกว่าทำหน้าที่ ของสาขาพรรคโดยตรง แท้จริงแล้วสาขาพรรคของพรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทในด้าน การโฆษณานโยบายและกิจกรรมของพรรค การให้การศึกษาแก่ประชาชน และรับสมาชิกพรรค ตลอดจน การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค

โครงสร้างของพรรคการเมือง

            ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ โครงสร้างพรรคการเมืองไทย จะต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อยที่สุด ๓ ส่วน คือ ที่ประชุมใหญ่ของพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค และคณะกรรมการบริหารสาขาพรรค โดยกฎหมายพรรคการเมืองฉบับนี้ ระบุให้องค์ประกอบดังกล่าว เป็นกลไกพื้นฐาน ในการดำเนินงานของพรรคการเมืองไทย

๑) ที่ประชุมใหญ่ของพรรค

            ประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค ผู้แทนของสาขาพรรค และสมาชิกพรรค ที่ประชุมใหญ่ของพรรคแต่ละพรรค เป็นที่ประชุม สำหรับลงมติ ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขนโยบายและข้อบังคับของพรรค การเลือกตั้งหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค รองเลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรค โฆษกพรรค และกรรมการบริหารอื่นๆ ของพรรค นอกจากนั้น ที่ประชุมนี้ยังมีหน้าที่ดำเนินการด้านอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดอีกด้วย

๒) คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง

            ประกอบด้วย หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค รองเลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรค โฆษกพรรค และกรรมการบริหารอื่นๆ ที่เลือกตั้งจากสมาชิกพรรคซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ กฎหมายพรรคการเมืองฉบับปัจจุบัน ระบุให้ คณะกรรมการบริหารพรรค มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของพรรคให้เป็นไปตามนโยบาย ข้อบังคับ และมติของที่ประชุมใหญ่ของพรรค และให้หัวหน้าพรรค หรือคณะกรรมการบริหารพรรค ที่หัวหน้าพรรคมอบหมาย เป็นผู้แทนของพรรค ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก

๓) คณะกรรมการบริหารสาขาพรรค

            ประกอบด้วย ประธานสาขา รองประธานสาขา เลขานุการสาขาพรรค รองเลขานุการสาขาพรรค เหรัญญิกสาขาพรรค โฆษกสาขาพรรค และกรรมการอื่นของสาขาพรรค มีหน้าที่ดำเนินกิจการให้เป็นไปตาม นโยบายและข้อบังคับพรรค


การประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารพรรค ผู้แทนของสาขาพรรค และสมาชิกพรรค เป็นกลไกพื้นฐานในการดำเนินงานของพรรคการเมืองไทย ตามกฎหมายพรรคการเมือง

            อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองแต่ละพรรคสามารถมีองค์ประกอบเพิ่มเติมไป จากโครงสร้างพื้นฐานได้ หากการจัดตั้งองค์ประกอบนั้นๆ ไม่ขัดแย้งกับหลักการของกฎหมายพรรคการเมือง ดังจะเห็นได้ว่า ทุกพรรคการเมือง จะมีหน่วยงานด้านการบริหารภายในพรรค หรือสำนักงานพรรค และแบ่งหน่วยงานภายในพรรคออกเป็นฝ่ายต่างๆ อาทิ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายการเมือง และฝ่ายนโยบาย และการวางแผน เพื่อช่วยให้การทำงานของพรรคได้ผลมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากคณะกรรมการบริหารพรรคแล้ว พรรคการเมืองจำนวนหนึ่ง เช่น พรรคชาติไทย พรรคชาติพัฒนา และพรรคไทยรักไทย ยังมีคณะผู้บริหารพรรคเป็นองค์ประกอบในการบริหารเพิ่มเติมเข้าไปในโครงสร้างพรรค พรรคการเมืองบางพรรค เช่น พรรคชาติไทย และพรรคชาติพัฒนา มีคณะที่ปรึกษาพรรคเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่ง ในโครงสร้างพรรค ในขณะที่พรรคไทยรักไทยไม่มีองค์ประกอบดังกล่าว

การหารายได้ของพรรคการเมือง

            ประเด็นสำคัญอีกส่วนหนึ่งของการจัดองค์การของพรรคการเมือง คือ การระดมทรัพยากรในรูปรายได้เข้าสู่พรรค เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินงานด้านต่างๆ โดยทั่วไป พรรคการเมืองไทยมีรายได้มาจาก ๔ แหล่ง คือ ค่าบำรุงพรรค การบริจาค การสนับสนุนทางการเงินของรัฐ และการดำเนินกิจกรรมของพรรค

๑) ค่าบำรุงพรรค

            เป็นรายได้ที่พรรคการเมืองสามารถเรียกเก็บจากสมาชิกพรรคทุกคน แต่พรรคการเมืองบางพรรคอาจไม่สนใจ ที่จะหารายได้จากแหล่งนี้ เนื่องจากรายได้จากค่าบำรุงพรรคเป็นจำนวนเงินที่เล็กน้อยมาก จนไม่มีความสำคัญต่อการดำเนินงานของพรรค นอกจากนี้ ยังมีปัญหา ในการจัดเก็บจากสมาชิกของพรรคอีกด้วย เช่น จะเรียกเก็บโดยวิธีใด รายได้จะคุ้มทุนในการจัดเก็บหรือไม่ และการเรียกเก็บจะมีผลให้ สมาชิกพรรคลดลงหรือเปล่า พรรคการเมืองไทยจึงมักตัดรายได้ส่วนนี้ออกไป จากแหล่งที่มาของรายได้

๒) การบริจาค

            นับเป็นที่มาของรายได้ที่สำคัญที่สุดของพรรคการเมือง รายได้ของพรรคจากแหล่งนี้อาจมาจากการบริจาคของบุคคลทั่วไป สมาชิกพรรค ผู้บริหารพรรค หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสังกัดของพรรค กฎหมายพรรคการเมือง ระบุให้การรับบริจาค ของพรรคการเมือง จะต้องทำโดยเปิดเผย นั่นคือ พรรคการเมืองจะต้องออกหลักฐานการรับบริจาค ให้แก่ผู้บริจาค และเปิดเผยรายชื่อของผู้บริจาค และจำนวนเงินที่บริจาค ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคยังต้องมีบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาคที่ระบุชื่อ ที่อยู่ จำนวนเงิน และรายการทรัพย์สินของผู้บริจาค รวมทั้งการบริจาคผ่านสมาชิกพรรค วัน เดือน ปี ที่รับบริจาค และสำเนา หลักฐานการบริจาค ไว้อย่างชัดเจนอีกด้วย

            รายได้ของพรรคการเมืองจากแหล่งนี้มักขึ้นอยู่กับขนาดและบทบาทของพรรค พรรคการเมืองขนาดใหญ่ ที่มีบทบาทอยู่ในรัฐบาล หรือสภาผู้แทนราษฎร มักจะมีรายได้จากการบริจาคสูงกว่าพรรคเล็กๆ และพรรคที่ไม่มีสมาชิก อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ใน พ.ศ. ๒๕๔๕ ปรากฏว่า พรรคไทยรักไทยมีรายได้จากการบริจาค ๒๑ ล้านบาท พรรคประชาธิปัตย์มี ๑๒ ล้านบาท พรรคชาติไทย มี ๑๑ ล้านบาท พรรคชาติพัฒนามี ๖ ล้านบาท ในขณะที่พรรคเล็กๆ เช่น พรรคเผ่าไทยมีผู้บริจาคเงินเพียง ๑,๒๐๐ บาท เท่านั้น

๓) รายได้จากการสนับสนุนทางการเงินของรัฐ

            นับเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของพรรคการเมืองไทย ที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ กฎหมายพรรคการเมืองฉบับนี้ กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดสรรเงินสนับสนุน จากกองทุน เพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองให้แก่พรรคต่างๆ เป็นรายปี ตามโครงการและแผนงานในการดำเนินกิจการ ของแต่ละพรรค

            อย่างไรก็ดี รายได้ที่พรรคการเมืองได้รับจากการสนับสนุนของรัฐ จะมากหรือน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับขนาด ของพรรคการเมืองเป็นหลัก ทั้งนี้ เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องนำเอาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค จำนวนคะแนนเสียงจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ที่พรรคได้รับมาจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหลังสุด จำนวนสมาชิกของพรรค และจำนวนสาขาของพรรคตามลำดับ มาพิจารณาในการกำหนด หลักเกณฑ์ และวิธีการ ในการจัดสรรเงินให้แก่พรรคการเมือง ด้วยเหตุนี้ พรรคการเมืองใหญ่จึงได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐมากกว่าพรรคเล็กๆ

๔)  รายได้จากกิจกรรมของพรรค

            มาจากการดำเนินการหรือจัดงานบางอย่างเพื่อหาทุนสนับสนุนพรรค เช่น การจัดปาฐกถา หรืออภิปราย การจำหน่ายสินค้า และการประมูลผลงาน ด้านศิลปะ หรือของใช้ของนักการเมือง รายได้ที่เกิดจากการจัดกิจกรรมเหล่านี้ เป็นเพียงรายได้เสริม ของพรรคการเมืองที่ได้มาเป็นครั้งคราวเท่านั้น แต่ก็มีความสำคัญ ในแง่ที่เป็นตัวชี้ให้เห็นระดับความนิยมที่ประชาชน มีต่อพรรค


การจัดกิจกรรมของพรรคการเมือง เพื่อหาทุนสนับสนุนพรรค

            ในบรรดารายได้ทั้งหมดของพรรคการเมือง แหล่งรายได้ใหญ่ที่สุดมาจากการบริจาค และรองลงมา เป็นรายได้จากเงินสนับสนุนของรัฐ ในขณะที่ รายได้จากค่าบำรุงพรรคและกิจกรรมของพรรคเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ของรายได้ทั้งหมดที่พรรคหามาได้ในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ารายได้เหล่านี้จะมากหรือน้อยเพียงใด พรรคการเมืองก็จะต้องแสดงหลักฐานการได้มา และการใช้จ่ายไปของรายได้เหล่านี้ รวมไว้ในบัญชีของพรรค ซึ่งประกอบด้วย บัญชีรายรับและรายจ่าย บัญชีรายรับจากการบริจาค บัญชีแยกประเภท และบัญชีสินทรัพย์และหนี้สิน ต่อจากนั้น พรรคการเมืองยังจะต้องจัดทำงบการเงิน ให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตทำการตรวจสอบ และรับรอง ก่อนที่จะให้ ที่ประชุมใหญ่ของพรรค อนุมัติ โดยหัวหน้าพรรค และเหรัญญิกพรรค เป็นผู้รับรองความถูกต้อง แล้วให้นายทะเบียน เสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อตรวจสอบ และประกาศให้สาธารณชนทราบ กระบวนการตรวจสอบ และควบคุม ด้านการเงินดังกล่าว เป็นความพยายาม ที่จะทำให้การบริหารการเงินของพรรคการเมืองไทยเป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่มีการรับเงิน และใช้จ่ายเงินในทางที่ไม่ถูกต้อง รวมทั้งการรับเงินจากแหล่งที่ผิดกฎหมาย