เล่มที่ 8
ประวัติการแพทย์และเภสัชกรรมไทย
สามารถแชร์ได้ผ่าน :
การแพทย์แผนโบราณและการแพทย์แผนปัจจุบันในสมัยอยุธยา

            ขณะที่ประเทศไทยใช้วิธีการแพทย์ แบบที่เรียกว่า การแพทย์แผนโบราณอยู่นั้น การแพทย์ฝ่ายประเทศทางตะวันตก โดยอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้เจริญก้าวหน้าไปมาก ฉะนั้นเมื่อประเทศไทยได้มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวยุโรป ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๕๔ (ค.ศ. ๑๕๑๑) ในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ พวกแรกที่เข้ามาก็คือ พวกโปรตุเกสได้ทำสัญญาทางพระราชไมตรีฉบับแรกขึ้นใน พ.ศ. ๒๐๕๙ (ขจร สุขพานิช ๒๕๑๐) จากต้นฉบับภาษาสเปน ปรากฏว่า (เดโช อุตตรนที พ.ศ. ๒๕๑๐) นอกจากจะมีการติดต่อทางทูตแล้ว ได้มีชาวโปรตุเกส ๓๐๐ คน เข้ามาเป็นทหารรักษาพระองค์ ต่อมาก็มีบาทหลวงมาเผยแผ่ศาสนา นอกจากบาทหลวงโปรตุเกสแล้ว ก็มีบาทหลวงสเปนเข้ามาสร้างวัดโบสถ์ของคณะโดมินิกัน มีชื่อว่า ซันโตโดมิงโก และของคณะเยซูอิด มีชื่อว่าซันโตเปาโล นอกจากการติดต่อครั้งนี้แล้ว ประเทศไทยยังได้มีการติดต่อกับชาติตะวันตกอื่นๆ อีก เช่น ฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศส ดังปรากฏ ในบทความของ เฟอร์เนา เมเดส ปินโต (Fernao Medes Pinto)

            สำหรับแพทย์แผนปัจจุบันนั้น ต้องยอมรับกันว่า ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว คือ ตั้งแต่ชาวโปรตุเกสเข้ามา (พ.ศ.๒๐๕๔) จนกระทั่ง มีนายแพทย์โปรตุเกสเข้ามาเมื่อ พ.ศ.๒๐๘๐ จนสิ้นรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.๒๒๓๑) นั้น ประเทศไทยได้รับความรู้วิชาการแพทย์แผนปัจจุบันจากชาวตะวันตก ที่เข้ามาติดต่อค้าขาย และเผยแผ่คริสต์ศาสนาทั้งสิ้น เพราะขณะนั้น การแพทย์แผนปัจจุบันในประเทศทางทวีปยุโรป ได้เจริญก้าวหน้าไปมาก เป็นของแน่ชัดว่า จะต้องมีแพทย์ หรือผู้มีความรู้การแพทย์แผนปัจจุบันเข้ามากับคณะต่างๆ เพื่อรักษาพยาบาลบุคคลในคณะของเขา และเมื่อมีการนำคริสต์ศาสนาออกเที่ยวสั่งสอนประชาชน วิธีการตรวจรักษาและยา ก็คงได้ใช้แพร่หลายไปในหมู่ประชาชนด้วย แม้ในราชสำนักของสมเด็จพระนารายณ์ ก็มีแพทย์หลวงเป็น ๒ พวก พวกหนึ่งเป็นแพทย์หลวงฝ่ายยาไทย อีกพวกหนึ่งเป็นแพทย์หลวงฝ่ายยาฝรั่ง ดังหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือ "ตำราพระโอสถ พระนารายณ์" ที่แพทย์หลวงได้ประกอบขึ้น ยาที่แพทย์หลวง ฝ่ายฝรั่งได้ประกอบขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นยาขนานที่ ๒๒ มีว่า

            ยาขนานที่ ๒๒ ยาแก้ขัดปัสสาวะ ให้เอาใบกะเพราเต็ม กำมือหนึ่ง ดินประสิวขาวหนัก ๒ สลึง บดให้ละเอียด เอาใบชาต้ม เป็นกระสาย ละลายถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงนิพพานท้ายสระ (พระองค์นี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ครั้งทรงดำรงตำแหน่งสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ ทรงเข้าพระทัยว่า คือ สมเด็จพระเพทราชา) ให้เสวย เมื่อเสวยพระโอสถแล้ว กราบทูลให้เสวยพระสุธารสชา ตามเข้าภายหลังอีก ๒ ที ๓ ที ซึ่งขัดปัสสาวะนั้น ไปพระบังคล เบาสะดวก

ข้าพระพุทธเจ้านายแพทย์โอสถฝรั่ง ประกอบ ทูลเกล้าถวาย ได้พระราชทานเงินตราชั่ง ๑

นอกจากนั้นสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยังโปรดให้หมอ ฝรั่งประกอบยาขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายด้วย ดังยาขนานที่ ๗๙ มีว่า

            ยาขนานที่ ๗๙ ขนานหนึ่งให้เอาพิมเสน ๒ สลึง การบูร ๓ สลึง มาตะกี ๕ สลึง ชันตะเคียน กำยาน สิ่งละ ๗ สลึง ขี้ผึ้งขาว ๑๐ ตำลึง น้ำมันมะพร้าวคั้นใหม่ดีนั้นครึ่งทนานเคี่ยวขึ้นด้วยกัน ให้สุกแล้ว กรองกากออกเสีย เอาไว้ให้เย็น จึงเอาไข่ไก่เอาแต่ไข่ ขาว ๒ ลูก เอาสุรากลั่นประมาณจอกหนึ่ง กวนกับไข่ให้สบกันดีแล้ว จึง แบ่งออกให้เป็น ๓ ภาคๆหนึ่งนั้น เอาน้ำตะแลงไข้ ๓ สลึง การบูร ๓ สลึง กวนเข้าด้วยกันให้สบดีแล้วเป็นสีผึ้งแดง จึงเอาสีผึ้งขาวภาคหนึ่ง มากวนด้วยจุนสีพอสมควรเป็นสีผึ้งเขียว ภาคหนึ่งเป็นสีผึ้งขาว ปิดแก้ พิษแสบร้อนให้เย็น

            ข้าพระพุทธเจ้า เมลี หมอฝรั่งประกอบทูลเกล้า ฯ ถวาย สำหรับปิดฝีเปื่อยเน่าบาดเจ็บใหญ่น้อย ให้ดูดบุพโพกัดเนื้อ เรียกเนื้อ ด้วยสีผึ้งเขียว ใช้กัด สีผึ้งแดงเรียกเนื้อ สีผึ้งขาวแก้พิษ เลือกใช้เอาเถิดฯ

            นอกจากตำรับยาทั้งสองขนานนั้นแล้ว มีบันทึกที่น่าสนใจ อีกเล่มหนึ่ง คือ บันทึกของเชวาเลียร์ เดอ ฟอร์แบง (Chevalier De Forbin) ท่านผู้นี้ได้เดินทางมาประเทศไทยในคณะทูตชุดแรก ของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ เมื่อพ.ศ. ๒๒๒๘ แต่เมื่อคณะทูตกลับ สมเด็จพระนารายณ์ได้ทรงขอตัวและนายช่าง ๑ นาย ไว้ใช้ในราชการของกรุงศรีอยุธยา ภายหลังได้รับบรรดาศักดิ์เป็น "ออกพระศักดิ์สงคราม" อยู่ในเมืองไทยได้ ๒ ปีก็หนีกลับประเทศฝรั่งเศส เพราะเกิดผิดใจกับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เดอ ฟอร์แบง ได้บันทึกไว้ว่า ตอนเกิดขบถมักกะสัน พวกขบถบางส่วนที่ล่องเรือผ่านป้อมบางกอก จะออกแม่น้ำเจ้าพระยา เกิดสู้รบกับทหารที่ประจำอยู่ที่ป้อม แม้พวกขบถจะมีกริชก็สามารถฆ่าทหารและชาวบ้านล้มตายเป็นอันมาก ผู้ช่วยคนหนึ่งของเดอ ฟอร์แบง ชื่อ โปเรอะคาร์ หน้าท้องถูกแทงไส้พุง และกระเพาะอาหารทะลักออกมาข้างนอก ห้อยอยู่ที่ตะโพก เดอ ฟอร์แบง ขณะนั้น ไม่มีทั้งยาและแพทย์ ได้เอาไหมมาสนเข็มเข้าสองเล่มแล้วยกไส้พุง และกระเพาะอาหารกลับเข้าไปในช่องท้อง เย็บแผล ด้วยไหม ตามวิธีที่เคยเห็นมา แล้วใช้ไข่ขาวตีผสมกับเหล้าล้าง ที่แผล ทำอยู่ ๑๐ วัน โปเรอะคาร์ก็รอดชีวิต เรื่องนี้ ถ้าดูในประวัติการแพทย์ของยุโรป ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป คงเป็นเรื่องจริง เพราะเดอ ฟอร์แบงเป็นทหารย่อมเคยเห็นบาดแผล และการรักษาในสนามรบ จึงนำวิธีมาใช้ แม้จะไม่เคยได้รับการฝึกฝนมาในทางวิชาแพทย์ แสดงว่า วิชาการทุกอย่าง ได้นำเข้ามาใช้ในประเทศไทย รวมทั้งวิชาการแพทย์ของชาวยุโรปด้วย


การบูร

            การแพทย์แผนโบราณของไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาจะเป็นอย่างไร น่าจะได้อาศัยสายตาของชาวต่างประเทศ ซึ่งได้เห็นการแพทย์แผนปัจจุบันมาบ้างแล้ว คงดีกว่าความเห็นของคนไทยเอง เพราะนอกจากจะไม่มีบันทึกใดไว้เป็นหลักฐาน ที่จะช่วยการวินิจฉัยแล้ว ผู้เขียนเองก็ขอยอมรับว่า รู้เรื่องของการแพทย์แผนโบราณน้อยมาก และมองดูการแพทย์แผนโบราณของไทย จากสายตาของผู้ที่ได้เรียนมาในทางแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น

            โรคภัยไข้เจ็บและวิธีรักษาจะเป็นอย่างไรนั้น ได้อาศัย จดหมายเหตุของ ลา ลูแบร์ (De la Leubere) เอกอัครราชทูตของ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ที่เคยมาประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๐ อยู่ในประเทศไทย ๓ เดือนก็กลับออกไป จากฉบับภาษาอังกฤษ ที่แปลจากฉบับภาษาฝรั่งเศส กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรง แปลเป็นภาษาไทย เกี่ยวกับโรคาพยาธิ ได้มีบันทึกไว้ว่า มีโรคป่วง และโรคบิด เป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุด มีไข้กำเดา และ กลายเป็นไข้หวัด ชัก สมองมึน ทั้งท้องเสีย มีไข้จับสั่น แต่ไม่ร้ายแรงเท่าที่แหล่งอื่นๆ ถ้ามีอาการคลั่งเพ้อจึงจะเรียกว่า ไข้พิษ นอกนั้นมีโรคระบาดทรพิษ บาดทะยักต่างๆ โรคลมจับ โรคอัมพาต มีโรคคุดทะราด เข้าข้อ กามโรค โรคผิวหนัง แผลเปื่อย ค่อนข้างชุกชุม ๑๙ ใน ๒๐ ต้องเคยเป็น มีโรคจิต ค่อนข้างชุม โรคที่เรียกในภาษาไทยนี้ ไม่อาจยืนยันได้ว่าจะ ตรงกับชื่อโรคอะไรในภาษาอังกฤษ ที่พอจะอธิบายได้ตามโรค แผนปัจจุบัน เพราะไม่มีฉบับภาษาอังกฤษที่จะใช้เปรียบเทียบได้


ดินประสิว

โรคห่าที่ทำลายชีวิตคนมากๆ คือ ไข้ทรพิษ ไม่ใช่กาฬโรค เช่น ในต่างประเทศ ผู้ที่ตายด้วยไข้ทรพิษจะนำไปฝังไว้ถึง ๓ ปี จึงจะขุดขึ้นเผา

            แพทย์ที่ให้การรักษามีทั้งหมอไทย หมอจีน และหมอ มอญ สมเด็จพระนารายณ์โปรดให้ครูสอนศาสนาคริสต์ ชื่อ ปูมาต์ เข้ารับราชการในกรมแพทย์หลวง ทรงไว้วางพระหฤทัย มาก หมอหลวงอื่นๆ ต้องรายงานพระอาการให้หมอฝรั่งผู้นี้ ทราบ และรับพระโอสถที่หมอฝรั่งปรุงขึ้นไปถวาย ลา ลูแบร์ ตำหนิหมอไทยว่าไม่รู้อวัยวะภายในของร่างกาย ต้องพึ่งฝรั่ง การผ่าศพไม่ยอมทำเด็ดขาด แม้แต่การผ่าสัตว์ก็ไม่ทำกัน นอกจากจะผ่า เพื่อหาก้อนเนื้อที่เชื่อว่า คนไข้ถูกคุณ จึงไม่สามารถทำได้ แม้แต่การห้ามเลือดในรายที่เป็นบาดแผล การใช้ยา ก็ไม่มีการทดลอง เคยเรียนรู้มาอย่างไร ก็ใช้กันไปอย่างนั้น ใช้พวกยาชโลมมาก ทั้งๆ ขณะจับไข้และไข้หายแล้ว และยาที่ใช้ก็มีรสเผ็ดร้อนมาก ยาระบายใช้มาก หมอไทยรู้จักวิธีเข้ากระโจม ทำให้เหงื่อตก ลา ลูแบร์ได้บันทึกที่สำคัญไว้ว่า "หมอฝรั่งสอนให้หมอฝ่ายตะวันออกใช้ยาควินนาเป็นขึ้นก็มาก" ข้อความประโยชน์นี้ เป็นการยืนยันได้ว่า นอกจากแพทย์ที่มากับกองทหารและกองทูตแล้ว เรือที่เข้ามายังบรรทุกยาเข้ามาใช้ใน ระหว่างพวกของตน แล้วยังนำยาบางชนิดเข้ามาเผยแผ่ด้วย