พัฒนาการของละครชาตรี
กรมศิลปากรได้พัฒนาและปรับปรุงละครชาตรีจนแตกต่างจากละครชาตรีแก้บนทั่วๆ ไป คือ เปลี่ยนรูปแบบเป็นละครชาตรีเครื่องใหญ่ โดยองค์ประกอบที่ได้รับการปรับปรุงขึ้นใหม่ เช่น บทละคร การรำ ยกตัวอย่างเรื่อง “มโนราห์” เป็นละครชาตรีที่แสดงบนเวทีโรงละครขนาดใหญ่ มีการแบ่งบทเป็นองก์ แต่ละองก์มีการเปิดและปิดม่าน เพื่อเปลี่ยนฉากแบบสมจริง เรียงเป็นลำดับตามท้องเรื่อง ได้แก่

การแสดงละครชาตรีของกองการสังคีต กรมศิลปากร เรื่อง "มโนราห์" ตอนพระสุธนเลือกคู่ ใน พ.ศ. ๒๔๙๘
องก์ที่ ๑ เป็นการเปิดฉากที่อลังการตามแบบละครโรงใหญ่ คือ ฉากสระโบกขรณี เป็นฉากที่นางกินรีทั้งเจ็ดบินมา แล้วถอดปีกหางลงเล่นน้ำ และพรานบุญจับนางมโนราห์ไว้ได้ นำตัวไปถวายพระสุธน ผู้แสดงเป็นพรานบุญแสดงบทพูด บทร้อง และรำคล้ายบทพรานของการแสดงโนรา

การแสดงละครชาตรีของกองการสังคีต กรมศิลปากร เรื่อง "มโนราห์" ตอนเดินป่า ใน พ.ศ. ๒๔๙๘
องก์ที่ ๒ พระสุธนยกทัพไปปราบจลาจลที่ชายแดน ตามคำทำนายอย่างมีเลศนัยของปุโรหิต มีฉากตรวจพลและยกทัพ ซึ่งเป็นฉากที่คิดขึ้นใหม่

การแสดงละครชาตรีของกองการสังคีต กรมศิลปากร เรื่อง "มโนราห์" ตอนมโนราห์บูชายัญ ใน พ.ศ. ๒๔๙๘
องก์ที่ ๓ พระสุธนไปลานางที่ตำหนัก
องก์ที่ ๔ ท้องพระโรง เมื่อปุโรหิตแจ้งข่าวว่า พระสุธนจะได้รับอันตราย และทูลขอให้ท้าวอาทิตยวงศ์พระบิดาพระสุธน บูชายัญนางมโนราห์

การแสดงละครอิงพงศาวดาร เรื่อง "ศรีธรรมาโศกราช" โดยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิททยาลัย
องก์ที่ ๕ หน้าวัง นางมโนราห์ทูลขอปีกหาง เพื่อรำบูชายัญถวาย ก่อนกระโดดเข้ากองไฟ แต่แล้วนางก็บินหนีกลับไปยังเขาไกรลาศ การรำมโนราห์บูชายัญเป็นการประดิษฐ์ชุดรำใหม่ทั้งเพลงและท่ารำ

การแสดงละครอิงพงศาวดาร เรื่อง "ศรีธรรมาโศกราช" โดยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิททยาลัย
องก์ที่ ๖ พระสุธนเดินทางตามไปหานางมโนราห์และพบพระฤษีบอกทางให้
องก์ที่ ๗ ท้องพระโรงเขาไกรลาศ พระสุธนไปถึงเขาไกรลาสเข้าเฝ้าท้าวทุมราช ซึ่งโปรดให้เลือกคู่จากพระธิดาทั้งเจ็ด พระสุธนจำแหวนที่นางมโนราห์สวมได้ ทั้งสองจึงได้ครองคู่กันสืบไป

การแสดงละครชาตรี
เรื่อง "รถเสน" โดยกรมศิลปากร
สำหรับการปรับปรุงเรื่องการรำ เช่น “การรำซัดชาตรีเลือกคู่” เป็นชุดการแสดงที่คิดขึ้นใหม่ ซึ่งมีจังหวะลีลาท่ารำที่ระทึกใจ และเป็นการจบละครที่งดงามตระการตา ตามแบบละครโรงใหญ่ แต่ไม่มีการทำพิธีกรรมแบบละครชาตรีแก้บน ในส่วนของวงดนตรีมีเครื่องดนตรี และการบรรเลงคล้ายคลึงกัน คือ มีการบรรจุเพลงร่ายชาตรีและเพลงชาตรีต่างๆ ตลอดการแสดง ซึ่งมากกว่าละครชาตรีแก้บน นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบเครื่องแต่งกายพระ-นางใหม่ เช่น ตัวพระให้สวมเทริด ที่ออกแบบรูปทรงให้เพรียวกว่าเทริดโนรา ตัวนางกินรีก็ออกแบบชุดใหม่ทั้งหมด โดยสวมปีกหาง แต่ไม่ห่มสไบ และนุ่งผ้าหน้านางชักชายพกแผ่ออก ๒ ข้างคล้ายพัด รัดทับด้วยผ้าทิพย์ หรือสุวรรณกระถอบอย่างโบราณ สวมเล็บ ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ สำหรับละครชาตรีฉบับกรมศิลปากรทั้ง ๒ เรื่องนี้ ผู้แสดงจะรำตามคนร้อง แต่เจรจาเองทั้งหมด
หลังจากประสบความสำเร็จจากการแสดงละครชาตรีเรื่อง “มโนราห์” แล้ว กรมศิลปากรได้จัดแสดงละครชาตรีเรื่อง “รถเสน” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน ละครชาตรียังมีพัฒนาการต่อๆ มา โดยเห็นได้จากการที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการแสดงละครอิงพงศาวดารเรื่อง “ศรีธรรมาโศกราช” บทประพันธ์ของสมภพ จันทรประภา ใน พ.ศ. ๒๕๑๓ และคณะละครอาสาสมัครในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้จัดการแสดงละครอิงประวัติศาสตร์ของภาคใต้ เรื่อง “ตามพรลิงค์” ใน พ.ศ. ๒๕๒๔ ณ โรงละครแห่งชาติ โดยละครทั้ง ๒ เรื่องนี้จัดแสดงแบบละครชาตรีโรงใหญ่ แต่ผู้แสดงเป็นผู้ร้องและเจรจาเอง