เครื่องดิน ผลงานสร้างสรรค์ของมนุษย์ขั้นแรกคือ หัตถกรรมเครื่องดินเผา ซึ่งสร้างขึ้น เพื่อใช้สอยในชีวิตประจำวัน และมีเจตจำนง ที่จะแสดงออกถึงความนึกคิด และจิตใจของตนเองอยู่ด้วย การแสดงออกจะเริ่มต้น เมื่อนำเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปร่างต่างๆ ตามปรารถนา สร้างตุ๊กตา และเครื่องเล่นให้กับลูกหลานของตนเอง เพื่อให้มีความสนุกสนาน ในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในครอบครัว สร้างภาชนะต่างๆ เช่น หม้อ โอ่งใส่น้ำ ไหและครก สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของฝีมือและความงดงาม ที่มีมาแต่อดีต ดังที่มีตัวอย่างที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี การทำงานหัตถกรรมนี้ ในระยะเริ่มต้น ชาวบ้านจะใช้มือตนเอง ซึ่งมีขีดจำกัดในการผลิต ไม่เพียงพอแก่ความต้องการ จึงคิดค้นหาวิธีใหม่ๆ ขึ้น คือ วิธีการปั้น โดยใช้แป้นหมุน ซึ่งดูจะเป็นเครื่องผ่อนแรงชิ้นแรก ที่มนุษย์คิดค้นขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ในการผลิตเป็นจำนวนมาก และต่อมาก็คิดแม่พิมพ์ขึ้นได้อีก แม่พิมพ์นี้เองที่ช่วยในการผลิตให้ได้รูปแบบเหมือนๆ กันเป็นจำนวนมาก ในทำนองเดียวกัน ความรู้เรื่องความงาม ก็มีวิวัฒนาการด้วย กล่าวคือ มนุษย์ปรารถนาที่จะตกแต่งผิวของหัตถกรรมเครื่องดินของตน ให้มีความงดงามกว่าที่เคยทำ จึงคิดค้นเรื่องการนำเอาหินมาผสมกับดินที่ปั้น และทำน้ำยาเคลือบราดไปบนผิวของเครื่องดิน ก่อนที่จะนำไปเผาไฟ ทำให้ได้เครื่องดินที่งดงาม และคงทนถาวรอีกด้วย จึงกล่าวได้ว่า เครื่องดินเผานั้น มีอยู่สองลักษณะคือ เครื่องดินเผาชนิดไม่เคลือบ และเคลือบ ส่วนการเผานั้น แรกเริ่มเดิมที เผาบนลานดิน หรือขุดหลุมลงไปในดินเล็กน้อย ภายหลังต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ จึงได้มีการก่อเตาอิฐทนไฟขึ้น | |
| |
เครื่องดินเผาในประเทศไทยเรา ได้มีวิวัฒนาการมาเช่นเดียวกับศิลปกรรมแขนงอื่น กล่าวคือ เริ่มต้นจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้พบหม้อดินเผาเป็นแห่งแรกที่บ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี มีอายุประมาณ ๖,๐๐๐ ปี ต่อมา คือ สมัยทวาราวดี สมัยศรีวิชัย สมัยลพบุรี สมัย เชียงแสน และสมัยสุโขทัย ซึ่งมีการทำถ้วยชามที่เคลือบสีเขียวแบบหยก หรือเขียวไข่กา เรียกว่า เครื่องสังคโลก มีคุณลักษณะคือ รูปทรงภายนอกงดงามมาก นอกจากนี้แล้วยังมีการทำหม้อ ไห และเครื่องประกอบงานสถาปัตยกรรม เตาที่ใช้เผาเรียกว่า "เตาทุเรียง" ต่อจากนี้ก็ถึงสมัยอู่ทอง สมัยอยุธยา ซึ่งมีเครื่องดินเผา ที่ควรจะกล่าวถึง คือ เครื่องเบญจรงค์ และลายน้ำทอง ซึ่งมีหลายสี เกิดจากการประดับตกแต่ง เป็นเครื่องถ้วยที่สั่งทำจากประเทศจีน แต่ลวดลายและสี เป็นฝีมือเขียนของช่างไทย และสมัยสุดท้ายคือ สมัยรัตนโกสินทร์ (สมัยกรุเทพฯ) ซึ่งมีวิวัฒนาการสืบต่อมา จากสมัยอยุธยา จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๓) นับ เป็นยุคสุดท้ายของเครื่องเบญจรงค์และลายน้ำทอง เพราะต่อจากนี้ เป็นสมัยที่นิยมเครื่องดินเผาจาก ยุโรป จีนและญี่ปุ่น ในสมัยนี้มีการเขียนสี และเขียนลายไทย ทับบนเครื่องลายครามจีนด้วย ในปัจจุบันยังคงมีการทำเครื่องดินเผา กันอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ วัตถุประสงค์เดิม ที่ทำขึ้นเพื่อใช้สอยกันภายในหมู่บ้าน ก็เปลี่ยน แปลงไปทำเพื่อการจำหน่าย ทำให้การสร้างงาน หัตถกรรมต้องอาศัยเครื่องจักรมากขึ้น ชาวบ้านที่เคยชินอยู่กับวิธีการเดิม ต้องพยายามต่อสู้กับความเจริญทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามามีบทบาท วิธีการทำแบบเดิมก็จะค่อยๆ เลือนหายไป ตามกระแสแห่งความเจริญ (ทางวัตถุ) ดังกล่าว กระแสแห่งความเจริญ จึงมีผลกระทบต่อการอนุรักษ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในภาคกลาง มีการทำหัตถกรรมเครื่องดินเผากันมาก ที่จังหวัดราชบุรี และนนทบุรี ผลงานที่ขึ้นหน้าขึ้นตา คือ ครก หม้อ โอ่ง และไห ทางภาคใต้มีทำหม้อน้ำดื่ม หวด (สำหรับนึ่งข้าว) และหม้อหุงต้ม ฯลฯ ที่ หมู่บ้านตำบลสทิงหม้อ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ตามความเป็นจริงแล้ว ชาวบ้านในตำบลนั้น มีอาชีพหลักในการทำน้ำตาลโตนด อีกแห่งหนึ่งคือ ที่ตำบลเกาะยอ ซึ่งอยู่ในทะเลสาบสงขลา ชาวบ้านทำหม้อ ไห และโอ่งต่างๆ ส่วนทางภาคอีสานนั้น หมู่บ้านที่อำเภอหนองหาน และอำเภอบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี มีการทำโอ่งน้ำกันมาแต่เดิมแล้ว ใช้ดินเหนียวจากบริเวณใกล้ๆ กับหมู่บ้านนั้นเอง ที่ตำบลด่านเกวียน จังหวัดนครราชสีมา มีการตีหม้อ โดยใช้วิธีพื้นบ้านเดิม แหล่งสุดท้ายคือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีการปั้นคนโทน้ำ หรือ "น้ำต้น" ซึ่งชาวเหนือนิยมใส่น้ำเอาไว้ดื่ม และใส่ดอกไม้ในเวลามีงานเทศกาลสลากภัต ทำกันที่ตำบลบ้านเหมือนกุง โดยใช้วิธีบีบและขด เช่นเดียวกับมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ได้เคยทำกันมาก่อน วิธีบีบและขดนี้ ได้ผลดีสำหรับงานทางศิลปะ แต่ไม่เหมาะกับงานอุตสาหกรรม ที่ต้องการผลิตเป็นจำนวนมาก |